กลุ่มหุ้นธุรกิจน้ำมัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยม และเต็มไปด้วยบริษัทขนาดใหญ่

 กลุ่มพลังงาน (RESOURC) ถือว่ามีผลการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยอย่างมาก ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่มีสัดส่วนมากถึง 20% ของ SET Index โดยเราสามารถแบ่งกลุ่มพลังงานออกเป็นกลุ่มที่ใช้เชื้อเพลิงดั้งเดิม เช่น กลุ่มหุ้นธุรกิจน้ำมัน กลุ่มหุ้นธุรกิจก๊าซธรรมชาติ กลุ่มหุ้นธุรกิจถ่านหิน และกลุ่มพลังงานทดแทน เช่น แสงอาทิตย์ น้ำ ลม 

กลุ่มหุ้นธุรกิจน้ำมัน ใครอยู่ตรงไหนบ้าง

ก่อนอื่นขออธิบายสั้นๆ ว่าวงจรธุรกิจน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย

1-ธุรกิจต้นน้ำ ทำการสำรวจขุดเจาะแหล่งน้ำมันดิบ

2-ธุรกิจกลางน้ำ คือ โรงกลั่นน้ำมันและผลิตปิโตรเคมี

3-ธุรกิจปลายน้ำ คือ ค้าปลีกและสถานีบริการน้ำมันต่างๆ

เราไปดูกันว่าธุริกิจแต่ละส่วน ทำอะไรกันบ้าง

ธุรกิจต้นน้ำ (Upstream)

     เป็นบริษัทที่ทำการสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมันดิบ-ก๊าซธรรมชาติต่าง ๆ ทั้งในทะเลและบนบก แล้วจึงส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ส่งต่อไปยังโรงกลั่นน้ำมัน โดยการวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้ ประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ

– ราคาน้ำมันดิบ

การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบมีผลอย่างมากต่อทิศทางผลประกอบการของธุรกิจสำรวจและขุดเจาะ เนื่องจากต้นทุนการผลิตเป็น Fixed cost ที่ค่อนข้างคงที่ ดังนั้น กำไรจะมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับราคาขายน้ำมันเป็นหลัก

– อัตราแลกเปลี่ยน

ด้วยน้ำมันดิบเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ้างอิงราคาตามตลาดโลก และธรรมชาติของธุรกิจที่มักขยายการลงทุนไปตามแหล่งปิโตรเลียมทั่วโลก ค่าเงินจึงมีผลต่อรายได้จากการขาย เช่น ถ้าขายน้ำมันดิบไปยังต่างประเทศ เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น รายได้ที่กลับเข้าก็จะลดลง แต่หากค่าเงินบาทอ่อนลง รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ธุรกิจกลางน้ำ (Midstream)

     เป็นกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นที่รับน้ำมันดิบเข้าสู่กระบวนการกลั่น เพื่อผลิตออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน ก๊าซหุงต้ม น้ำมันเตา รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติกต่าง ๆ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ใช้พิจารณาหุ้นโรงกลั่น ประกอบด้วย

– ค่าการกลั่น

ความสามารถในการทำกำไรของโรงกลั่นต้องดูที่ “ค่าการกลั่น” หรือ Gross Refining Margin ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ ยิ่งค่าการกลั่นสูง กำไรจะยิ่งเยอะขึ้นตาม สำหรับปัจจัยที่กำหนดค่าการกลั่น ก็มีทั้งความต้องการใช้ เศรษฐกิจ การขนส่ง ความสามารถในการผลิต อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงต้นทุนน้ำมันดิบด้วย

– การบริหารสต๊อกน้ำมัน

เราคงเคยได้ยินคำว่ากำไรขาดทุนสต็อกน้ำมันอยู่บ่อย ๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะธุรกิจโรงกลั่นต้องมีการเก็บสำรองน้ำมันดิบเอาไว้ ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดมีราคาถูกกว่าน้ำมันที่เก็บสำรองไว้ โรงกลั่นก็จะขาดทุนจากส่วนนี้ แต่กลับกันถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดแพงกว่าราคาที่เก็บสำรองไว้ โรงกลั่นก็จะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ซึ่งกำไร-ขาดทุนตรงนี้มีผลต่อภาพรวมประกอบการมากพอสมควร

ธุรกิจปลายน้ำ (Downstream)

     เป็นกลุ่มปลายน้ำที่นำน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้จำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมันต่าง โดยสิ่งที่ต้องรู้ก่อนลงทุนหุ้นปั๊มน้ำมัน ได้แก่

– ค่าการตลาดน้ำมัน

คือ ส่วนต่างระหว่างราคาขายน้ำมันหน้าสถานีกับต้นทุนน้ำมันที่รับมาจากโรงกลั่น ค่าการตลาดจึงเปรียบเสมือนอัตรากำไรขั้นต้นของปั๊มน้ำมัน มีกลไกควบคุมราคาขายจากภาครัฐ ทั้งนี้ ค่าการตลาดจะมีกลไกควบคุมจากภาครัฐให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

– การบริหารพื้นที่บริการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัจจุบันปั๊มน้ำมันมีการแข่งขันรุนแรง จำเป็นต้องตั้งอยู่ในที่ดินที่มีศักยภาพ ติดถนนสายหลัก ซึ่งก็ตามมาด้วยต้นทุนที่สูง ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องมีการบริหารพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นการขยายโมเดลไปยังธุรกิจค้าปลีกที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน (Non-oil) เป็นต้น


บทความอื่นๆ วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com