คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงินอย่างง่าย

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงิน สำหรับนักลงทุนที่ยังคงมองว่างบการเงินว่า เต็มไปด้วยตัวเลข ซับซ้อน ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน อย่าพึ่งท้อ เพราะใช้เวลาไม่นานก็สามารถเข้าใจ และมีเทคนิคในการอ่านงบการเงินอย่างง่าย และตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้นมีสุขภาพทางการเงินเป็นอย่างไร และน่าสนใจในการลงทุน หรือไม่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้น

คัดหุ้นดี เริ่มต้นจากตรงไหน

1.งบแสดงฐานะการเงิน

บอกให้รู้ว่าสถานะหรือความมั่งคั่งของบริษัทเป็นอย่างไร หากบริษัทมีโครงสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ย่อมทำให้สามารถดำเนินธุรกิจสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว

สิ่งแรกที่ควรดูก็คือ รายการสินทรัพย์ โดยการแสดงสินทรัพย์จะเรียงตามสภาพคล่อง ดังนั้น เงินสดจะโชว์อยู่ในบรรทัดแรก เพราะมีสภาพคล่องสูงที่สุดและสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที นั่นหมายความว่า บริษัทต้องมีสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ในทันที หรืออาจเป็นเงินสดก็ได้ ข้อมูลด้านสินทรัพย์ ในเบื้องต้นจะทำให้รู้ถึงขนาดธุรกิจ การเติบโต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินลงทุนในสินทรัพย์

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน)

ถัดจากนั้นให้ดู หนี้สิน ซึ่งหลักๆ ก็เป็นหนี้สินหมุนเวียน กับหนี้สินไม่หมุนเวียน โดยข้อมูลนี้จะทำให้เห็นสภาพคล่องทางด้านการเงิน เพราะบริษัทควรมีสินทรัพย์ เช่น เงินสด หรือลูกหนี้ มากกว่าหนี้สินระยะสั้น นั่นหมายความว่า เมื่อรวมสินทรัพย์ กับรวมหนี้สินแล้ว ฝั่งสินทรัพย์ควรมีมากกว่า

และสุดท้าย ส่วนของผู้ถือหุ้นและกำไรสะสม ซึ่งบอกถึงเงินลงทุนตั้งแต่จัดตั้งรวมกับกำไรสุทธิที่เกิดจากการทำธุรกิจตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน หากมีกำไรสะสมสูงแสดงถึงความสามารถในการทำธุรกิจดีมีประสิทธิภาพและมีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น อีกทั้ง ยังตรวจสอบถึงความมั่นคงของบริษัทได้อีกด้วย โดยผ่านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)

D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น

หากผลลัพธ์ D/E Ratio ออกมาสูง เช่น 4 เท่า, 5 เท่า 6 เท่า เป็นต้น แสดงว่าบริษัทมีการกู้หนี้ยืมสินมาดำเนินธุรกิจมากจนเกินไป หากสนใจลงทุนก็ควรระมัดระวัง เพราะในอนาคตอาจจะมีปัญหาด้านสภาพคล่อง หรือมีผลขาดทุนสุทธิ ดังนั้น อัตราส่วนนี้ “ยิ่งต่ำก็ยิ่งดี” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ควรเกิน 2 เท่า

2.งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

แสดงให้เห็นว่าในแต่ละงวดของผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น 1 ไตรมาส, 1 ปี บริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร อย่างแรกที่ต้องดูคือ รายได้ บอกถึงเมื่อผลิตสินค้า หรือบริการแล้วขายได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนค่าใช้จ่ายจะบอกให้รู้ว่าในช่วงนั้นๆ บริษัทมีประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายดีแค่ไหน เมื่อดูทั้งสองอย่างนี้แล้วก็จะนำไปสู่การวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร โดยข้อมูลงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ในเบื้องต้นทำให้เห็นว่าบริษัทสามารถทำธุรกิจได้ดีแค่ไหน มีโอกาสเติบโตในอนาคตหรือไม่ และมีความสามารถในการทำกำไรสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่

3.งบกระแสเงินสด

บอกถึงบริษัทมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มีแหล่งเงินทุนมาจากที่ไหนบ้าง และใช้เงินไปลงทุนอะไรบ้าง รวมๆ แล้วหมายถึง มองเห็นความสามารถในการวางแผนการเงินในอนาคต ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเกี่ยวข้องถึงการดำเนินงาน การลงทุนและการจัดหาเงินทุน โดบข้อมูลงบกระแสเงินสด ในเบื้องต้นทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการได้มา และการใช้ไปของเงินทุน หากบริษัทใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจได้ว่าบริษัทจะเติบโตในระยะยาว

4.อัตราส่วนทางการเงิน

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้น ก็ต้องวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เพราะเป็นการประเมินฐานะทางการเงินและความสามารถในการทำกำไร โดยส่วนใหญ่จะต้องทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละบริษัทมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร

นี่เป็นเพียงการดูงบการเงินในเบื้องต้น สำหรับมือใหม่เท่านั้นเพื่อใช้ในการ คัดหุ้นดี ออกมาจากหุ้นทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจจะใช้ไม่ได้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพราะ กลุ่มเทคโนโลยี จะมีการดำเนินธุระกิจที่อาจจะแต่ต่างจากบริษัททั่วไปอยู่บ้าง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com