Archives February 2022

ขยายกรอบเพดานหนี้ จะไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลังในระยะสั้น

จากการที่คณะกรรมการวินัยการเงินการคลังมีมติเห็นชอบ ขยายกรอบเพดานหนี้ สาธารณะจาก 60% ต่อ GDP เป็น 70% ต่อ GDP เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาล และไม่เป็นอุปสรรคหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง

ทั้งนี้ วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์โควิดส่งผลให้ภาครัฐได้มีการใช้จ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านทางมาตรการทางการคลัง โดยผ่านแหล่งเงินงบประมาณประจำปี 2563-2564 และ พรก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท รวมถึงการกู้เงินขาดดุลงบประมาณที่มีแนวโน้มที่จะยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเม็ดเงินกู้ต่างๆ เหล่านี้ ประกอบกับฐาน GDP ไทยที่หดตัวลึก คาดว่าจะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยแตะระดับ 60% ต่อ GDP ในปี 2564 นี้ อย่างไรก็ดี ในหลายประเทศทั่วโลกมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน โดยแทบทุกประเทศทั่วโลกมีการอัดฉีดมาตรการการคลังในการเยียวยาประชากรและกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น จะเห็นยอดหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ ขยายกรอบเพดานหนี้ สาธารณะทำรัฐต้องหารายได้เพิ่ม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนนำมาสู่การขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะจะไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลังในระยะสั้น โดยรัฐบาลยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ครบกำหนดได้ เนื่องจากโครงสร้างหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนในประเทศและเป็นหนี้ระยะยาว

ดังนั้น ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยภายนอก อาทิ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการ roll over หนี้ที่ครบกำหนดไม่ทันจึงมีอยู่จำกัด นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งจะช่วยเอื้อให้ต้นทุนของภาระหนี้ (debt service burden) ในกรอบเวลาระยะสั้นนั้นยังอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม จุดสนใจอยู่ที่การบริหารจัดการการคลังในระยะกลางถึงยาวที่จำเป็นต้องมีแผนการจัดหารายได้ภาครัฐเพิ่มเติม เพื่อลดการขาดดุลทางการคลังในระยะข้างหน้า ในขณะที่การใช้งบประมาณต้องก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจะมีความเสี่ยงมากหรือน้อยยังอยู่ที่ความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีในระยะข้างหน้า ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอาจไม่น่ากังวลเท่าหากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวหรือเติบโตในอัตราที่ต่ำ ดังนั้น บทสรุปสุดท้ายจึงอยู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต

ขณะที่ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสนั่น อังอุบลกุล ระบุ การขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 70 ต่อ GDP เป็นหนึ่งในข้อเสนอของภาคเอกชน เพื่อให้ภาครัฐมีช่องว่างที่จะกู้เงินได้อีก 1 ล้านล้านบาท มาชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19 รวมทั้งเตรียมพร้อมสำหรับการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไป

โดยมองว่า ในช่วงไตรมาสที่ 4 ภาครัฐจำเป็นต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 5 แสนล้านบาท และในไตรมาสที่ 1 ปีหน้าอีก 5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ โดยที่ผ่านมา หอการค้าไทย เคยเสนอให้เพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่ง อีกคนละ 3,000 บาท ซึ่งจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 แสนหมื่นล้านบาท รวมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย

เชื่อว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะจะไม่กระทบกับเสถียรภาพการคลังในระยะยาว และหากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น ภาครัฐก็ยังเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเอกชนยินดีจ่าย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ รัฐต้องใช้เงินให้ตรงจุด โปร่งใส และเยียวยาช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจและประชาชนที่เดือดร้อนจริง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

หุ้นสำหรับมือใหม่ คือการซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

หุ้นสำหรับมือใหม่ ที่ควรรู้ เกี่ยวการเล่นหุ้น หรือการลงทุนในหุ้น คือการซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในการเทรดหุ้นนั้น มีอยู่ด้วยกันสองตลาด คือ ตลาดแรก และตลาดรอง การซื้อขายในตลาดแรก หรือการเทรดหุ้นหุ้น IPO (Initial Public Offering) เกิดจากการที่บริษัทต้องการระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อขยายกิจการ โดยราคาหุ้นจะถูกกำหนดไว้ให้นักลงทุนมาจับจอง ในการซื้อหุ้น IPO นั้นจะต้องจองซื้อผ่านผู้จัดจำหน่ายเท่านั้น เช่น บริษัทหลักทรัพย์ หรือตัวแทนจำหน่ายหลักทรัพย์ ที่บริษัทหลักทรัพย์แต่งตั้ง ส่วนการเทรดหุ้นหลังจากนั้น จะเป็นการซื้อขายหุ้นในตลาดรอง ซึ่งเป็นการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ นั่นเอง ราคาของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงตามผลการดำเนินการของบริษัท และสภาวะตลาดตามหลักของ demand supply

หุ้นสำหรับมือใหม่ ต้องรู้อะไรบ้าง

ผลตอบแทนที่ได้รับ

1- กำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น (Capital Gain)

หรือกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่เราซื้อมากับราคาที่เราขายไป มักเป็นกิจการที่เติบโตดี (Growth Stock) กำไรเติบโตต่อเนื่อง แต่ต้องวิเคราะห์ และทำการบ้านค่อนข้างมาก โดยมีโอกาสทำกำไรได้มาก หากต้องการสร้างพอร์ตควรเน้นกลุ่มนี้ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งการลงทุน และการเก็งกำไร แต่มีทั้งโอกาสสร้างกำไร และขาดทุน

2-เงินปันผล (Dividend)

หรือเงินส่วนแบ่งผลกำไร จากการดำเนินงานของบริษัท ในระหว่างปีที่นำมาจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้น เรียกว่า “เงินปันผล” มักเป็นกิจการมั่นคง กระแสเงินสดดี ผลตอบแทนจะประมาณ 3-6% ตามแต่ละบริษัท และผลดำเนินงาน โดยให้ผลตอบแทนมากกว่าฝากธนาคาร แต่ ก็มีความเสี่ยงมากกว่า แต่จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนระยะยาว มักเรียกการลงทุนแบบนี้ว่า การลงทุนสไตล์ห่านทองคำ กินเงินปันผลไปเรื่อยๆ

ความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นหรือการเทรดหุ้นอาจมองได้เป็น 2 ส่วนเช่นกัน คือ ความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน และความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน เกิดจากตัวบริษัทเอง เช่นการดำเนินการของบริษัท หรือคณะผู้บริหาร ส่วนความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกมีได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม อัตราแลกเปลี่ยนเงินกรณีเป็นบริษัทที่มีธุรกรรมกับต่างประเทศ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อธุรกิจ เช่น น้ำท่วม พายุ ความกดดันทางการเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อราคาหุ้น

นักลงทุนมีหลายประเภท

1-นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental)

นักลงทุนแนวพื้นฐาน ต้องเข้าใจในบริษัทที่ลงทุนเป็นอย่างดี ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อหุ้นมักศึกษาข้อมูลของบริษัทอย่างถี่ถ้วน วิเคราะห์แนวโน้มและความได้เปรียบของธุรกิจ ดูความสามารถของผู้บริหาร อ่านและตีความงบการเงินต่างๆ หลังจากนั้นจะประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทออกมาเป็นตัวเลข หากราคาหุ้นในตลาดถูกกว่ามูลค่าหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานในอัตราส่วนที่น่าสนใจ จึงจะตัดสินใจเข้าซื้อเพื่อลงทุน และจะถือต่อในระยะเวลานานตราบที่ธุรกิจยังเติบโตและรักษาอัตรากำไรได้ดีต่อเนื่อง นักลงทุนประเภทนี้เชื่อว่าผลประกอบการจะสะท้อนออกมายังราคาหุ้น(ไม่ช้าก็เร็ว) และมองการซื้อหุ้นเสมือนการซื้อกิจการ จึงไม่นิยมขายหุ้นออกบ่อยๆ นอกเสียจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

2-นักลงทุนแนวเทคนิค (Technical)

นักลงทุนแนวเทคนิคอล จะสนใจพฤติกรรมของราคาหุ้น โดยอาศัยข้อมูลการซื้อขายในอดีตทั้งราคาและปริมาณการซื้อขายมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อทำนายทิศทางราคาหุ้นในอนาคต นักลงทุนแนวเทคนิคเชื่อว่าราคาที่ปรากฏได้สะท้อนปัจจัยทุกอย่างทั้งหมดแล้วจึงไม่จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่มีมากมาย นักลงทุนแนวเทคนิคอาจไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าหุ้นที่ซื้อทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร มีผลประกอบการอย่างไร หรือใครเป็นผู้บริหาร แต่จะซื้อเมื่อสัญญาณทางเทคนิคระบุว่าต้องซื้อ และจะขายเมื่อสัญญาณทางเทคนิคระบุว่าต้องขาย นอกจากนั้นยังต้องมีจุด cut loss ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน หากราคาหุ้นไม่เป็นไปตามคาด ก็จะต้องขายตัดขาดทุน(cut loss)อย่างมีวินัย นักลงทุนประเภทนี้จะมีโอกาสขาดทุนหรือกำไรในช่วงเวลาสั้นๆ บางคนอาจซื้อขายในรอบหนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์ หรือเล่นในแนวโน้มใหญ่รายเดือนก็ได้


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

หุ้น หรือการลงทุนในหุ้น คือ การซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ถ้าคุณเคยฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ เราไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจให้เหนื่อยเอง แต่เราสามารถเลือกลงทุนใน หุ้น แทน แล้วเติบโตไปกับกิจการที่เราต้องการเป็นเจ้าของ โดยผู้ถือหุ้น จะมีฐานะเป็น “เจ้าของกิจการ” ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสีย หรือมีสิทธิในทรัพย์สิน และรายได้ของกิจการ รวมทั้งโอกาศได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล (Dividend) ซึ่งขึ้นอยู่กับกำไล และข้อตกลงของกิจการนั้นๆ

โดยทั่วไป หุ้น แบ่งออกเป็น 2ประเภท

1-หุ้นสามัญ (Common Stock) เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด (บมจ.) ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน โดยผู้ถือหุ้นสามัญจะมีสิทธิร่วมเป็นเจ้าของบริษัท มีสิทธิในการออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถือครองอยู่ กล่าวคือ ร่วมเป็นผู้ตัดสินใจในปัญหาสำคัญในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เชน่ การเพิ่มทุน การจ่ายเงินปันผล การควบรวมกิจการ ฯลฯ นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นสามัญยังมีสิทธิได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีผลกำไร และมีโอกาสได้รับกำไรจากส่วนต่างของราคาเมื่อราคาหลักทรัพย์ ปรับตัวสูงขึ้นตามศักยภาพของบริษัท รวมถึงมีโอกาสได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ่นออกใหม่เมื่อบริษัทเพิ่มทุน หรือจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิ ต่างๆให้แก่ผู้ถือหุ้น

2-หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารที่ผู้ถือมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ แม้จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงลงมติในทประชุมผู้ถือหุ้น แต่เมื่อกิจการมีผลกำไรจากการดําเนินงาน ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญก็ได้ ขณะเดียวกันหากกิจการนั้นต้อเลิกกิจการ และมีการชำระบัญชี โดยการขายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้น บุริมสิทธิ ก็จะได้รับเงินคืนทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

ผลตอบแทนจะแบ่งเป็น 2 อย่าง หลักๆ

1- กำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น (Capital Gain)

หรือกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่เราซื้อมากับราคาที่เราขายไป มักเป็นกิจการที่เติบโตดี (Growth Stock) กำไรเติบโตต่อเนื่อง แต่ต้องวิเคราะห์ และทำการบ้านค่อนข้างมาก โดยมีโอกาสทำกำไรได้มาก หากต้องการสร้างพอร์ตควรเน้นกลุ่มนี้ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งการลงทุน และการเก็งกำไร แต่มีทั้งโอกาสสร้างกำไร และขาดทุน

2-เงินปันผล (Dividend)

หรือเงินส่วนแบ่งผลกำไร จากการดำเนินงานของบริษัท ในระหว่างปีที่นำมาจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้น เรียกว่า “เงินปันผล” มักเป็นกิจการมั่นคง กระแสเงินสดดี ผลตอบแทนจะประมาณ 3-6% ตามแต่ละบริษัท และผลดำเนินงาน โดยให้ผลตอบแทนมากกว่าฝากธนาคาร แต่ ก็มีความเสี่ยงมากกว่า แต่จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนระยะยาว มักเรียกการลงทุนแบบนี้ว่า การลงทุนสไตล์ห่านทองคำ กินเงินปันผลไปเรื่อยๆ


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

หุ้น IPO คือ การเสนอขายหุ้นครั้งแรกของบริษัท ให้กับสาธารณะชน

หุ้น IPO หรือที่เรียกกันแบบเต็มๆว่า Initial Public Offering คือการเสนอขายหุ้นครั้งแรกของบริษัท ให้กับสาธารณะชน และบุคคลทั่วไป อย่างเราๆ หรือที่เรียกกันว่า “นักลงทุน” ซึ่งจะทำให้บริษัทเปลี่ยนสถานะจากบริษัทเอกชน (Private Company) เป็นบริษัทมหาชน (Public Company) สำหรับพวกเราทุกคน เพื่อให้เราทุกคนได้ลงทุน

หุ้น IPO ได้กำไรจริงหรือ

หุ้นIPO ถือเป็นความฝันของนักลงทุนหลายๆ ท่าน ซึ่งอาจมาจากความเชื่อที่ว่า หากเราได้ราคา IPO วงใน ตอนเปิดตัวให้ซื้อขายในตลาด ราคาจะดีดขึ้น และเราสามารถขายทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นIPO ที่เราจองซื้อจะกำไร หรือราคาหุ้นจะสูงขึ้นในวันแรกที่เข้าเทรด คำตอบคือ ไม่มีใครรู้ เพราะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท การกำหนดราคา และภาวะตลาด เพราะฉะนั้นแล้วจึงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง ก่อนที่จะตัดสินใจจอง หรือซื้อหุ้นIPO กันในวันแรกที่เทรดในกระดานหุ้น เพราะอาจทำให้เราเจ๊งได้แบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

อยากได้หุ้นIPO ต้องทำอย่างไร?

1-จองหุ้นIPO ก่อนเข้าตลาด

เป็นวิธีที่บริษัทจะประกาศให้จองหุ้นIPO ผ่านโบรคเกอร์ต่างๆ ให้นักลงทุนที่สนใจสามารถเข้าจองหุ้นIPO ได้ ในราคาที่กำหนดไว้ แต่ในความเป็นจริง หุ้นจะมีจำนวนจำกัด ไม่ใช่ว่ารายย่อย หรือมือใหม่ จะจองกันได้ทุกคน พวกนี้มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดโควต้าการจองหุ้นIPO ให้กับนักลงทุนบางคนบางกลุ่ม ที่มีปริมาณการซื้อขายเยอะๆ หรือให้กับลูกค้ากลุ่มพิเศษที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับทางบริษัทนั้นๆ ยิ่งเป็นหุ้นIPO ของบริษัทใหญ่ด้วยแล้ว มือใหม่อย่างเราหาโอกาสจะจองหุ้นIPO แบบนี้จึงยากมาก

2- ซื้อหุ้นIPO เมื่อเข้าเทรดในวันแรก

การเข้าเทรดในวันแรก เป็นวันที่รอคอยของนักเก็งกำไรอีกวันหนึ่ง คือวันแรกที่หุ้น IPO เข้ามาเทรดบนกระดานหุ้น ราคาหุ้นจะขึ้นลงอย่างตื่นตาตื่นใจ บางตัวพุ่งแรงไปกว่าหลายเท่าตัวของราคาจอง IPO เลย แต่บางตัวราคาหุ้นกลับต่ำกว่าราคาจอง IPO ซึ่งก็มีอยู่หลายตัว แต่บางตัวราคาช่วงเช้าขึ้นไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แต่พอช่วงบ่ายใกล้ๆปิดตลาด กลับถูกแรงเทขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็ว จนราคาต่ำกว่าราคาจอง IPO ทำให้มือใหม่ที่เข้าไปเล่น กลายเป็นแมงเม่าน้อยหลงบินเข้าไปในกองไฟตามระเบียบ

ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะจองซื้อหุ้น IPO ได้?

การจองซื้อหุ้น IPO ในแต่ละครั้งจะใช้เงินไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนการจองซื้อขั้นต่ำที่แต่ละบริษัทกำหนด อีกทั้งขึ้นอยู่กับวิธีการกระจายหุ้น หากบริษัทเลือกกระจายหุ้นผ่านโบรกเกอร์ นักลงทุนที่ไม่ใช่ลูกค้าก็อาจไม่ได้รับสิทธิการจองซื้อหุ้น เช่น

กรณีหุ้น OR หรือ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก ใช้วิธี Small Lot First ในการกระจายหุ้น โดยกำหนดขั้นต่ำของการจองซื้อไว้ที่ 300 หุ้น ราคา 18.00 บาทต่อหุ้น หรือใช้เงินเพียง 5,400 บาทก็สามารถจองซื้อหุ้นได้ อีกทั้งยังเปิดให้จองซื้อผ่านทั้งสาขา เว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของธนาคาร ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยทั่วไปสามารถเข้าถึงการจองซื้อหุ้นได้เหมือนๆ กัน

ขณะที่หุ้น IPO บมจ.เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ (PACO) ใช้วิธีการกระจายหุ้นผ่านโบรกเกอร์ ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยทั่วไปไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นเหมือนกันทุกคน


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com