Archives March 2022

5 หนังสือหุ้นเทคนิค เจาะลึกพื้นฐานและนำเสนอเทคนิคในการเล่น

เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” เมื่อได้เห็นหรือได้ยินโฆษณาการชักชวนให้ลงทุนหุ้นหรือออมในประกันต่างๆ หลายๆคนก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะลงทุนหุ้น เพราะยังไม่กล้ารับความเสี่ยงมาก บ้างก็รู้สึกว่าการเล่นหุ้นนั้นเหมือนกับการเล่นพนันที่มีแต่เสียมากกว่าได้ แต่จริงๆ แล้วการเริ่มต้นเล่นหุ้นนั้นก็เหมือนการหัดปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนและศึกษา เพื่อไม่ให้คุณเสียเวลาวันนี้จึงพามารู้จักกับ 5 หนังสือหุ้นเทคนิค 

5 หนังสือหุ้นเทคนิค

1-เทคนิคอล อนาไลซิส : Technical Analysis of The Financial Markets

ผู้เขียน :  John J. Murphy

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Nsix

เป็นหนังสือที่ผู้ลงทุนทั้งต่างประเทศ และในไทย ยกให้เป็นคัมภีร์ไบเบิลสำหรับการเทรดหุ้นเทคนิค หากใครสนใจลงทุนหุ้น เล่มนี้ก็เป็นหนังสือหุ้นอีกเล่มหนึ่งที่ไม่ควรพลาด เพราะเป็นหนังสือที่จะนำพาให้คุณเห็นภาพความเสี่ยงของการลงทุน และการลงทุนในช่วงที่ตลาดแย่ แนวทางการประเมินมูลค่าที่ใช้ และเคสการลงทุนต่างๆที่ควรศึกษาเป็นแบบอย่าง ถือเป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของ ดร.นิเวศน์ที่เขียนขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นซบเซา

2-กลยุทธ์เก็งกำไรเทรดระยะสั้น Long-Term Secrets To Short-Term Trading

ผู้เขียน :  Larry Williams

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Arrow Multimedia

การเทรดหุ้นเทคนิคนั้นจะต้องอาศัยความรวดเร็วในการตัดสินใจซื้อหรือขาย จนทำให้นักลงทุนต้องเจ็บตัวจากความผิดพลาดเพราะไม่มีวิจารณญาณที่มากพอในการตัดสินใจหลายๆ ครั้ง หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลทั้งพื้นฐานและกลยุทธ์ต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถประเมินจังหวะในการเทรดหุ้นได้ดียิ่งขึ้น เขียนโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดหุ้นระดับโลก ในหนังสือยังพยายามจะให้ผู้อ่าน สามารถเข้าใจสภาพตลาดเพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเก็งกำไรและได้ผลตอบแทนจริงๆ โดยที่ไม่เจ็บตัวอีกด้วย

3-Visual Guide To Chart Patterns คู่มือภาพชาร์ตแพทเทิร์นเพื่อการวิเคราะห์หุ้น

ผู้เขียน :  Thomas N. Bulkowski

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Think Beyond

เล่มนี้เป็นหนังสือคู่มือที่ควรจะมี เพื่อใช้ในการศึกษาเรื่องกราฟ และวิเคราะห์หุ้น เนื่องจากในหนังสือมีแผนภาพแพทเทิร์นของกราฟในแบบต่างๆ ด้วยภาพสีที่มีความละเอียดและมาในหลากหลายรูปแบบ จึงทำให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจ และเห็นภาพได้อย่างชัดเจนมากขึ้น นอกจากแผนภาพของกราฟแล้วยังมีรายละเอียดที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถวิเคราะห์ และประเมินราคาของหุ้นได้ดีขึ้นกว่าที่เคย เป็นคู่มือทั้งของผู้เริ่มต้นเล่นหุ้นและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ควรมีเอาไว้เพื่อใช้ในการอ้างอิงกับกราฟจริงที่เกิดขึ้น

4- Pass Action ทางเลือกทำกำไร สายเทคนิค

ผู้เขียน : วิน ศราชัยนันทกุล

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Stock2morrow

หนังสือเล่มนี้จะเน้นไปที่ประเด็นสำคัญ 3 เรื่องที่ผู้เขียนได้คิดค้นขึ้นมาจากประสบการณ์โดยตรงในการเทรดหุ้น โดยแต่ละประเด็นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่นักลงทุนหลายคนยังสับสนอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเป็นบทเรียนให้ผู้ลงทุนได้เรียนรู้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งยังเรียบเรียงด้วยภาษาที่เน้นให้ผู้อ่านทำความเข้าใจได้ง่าย จึงเหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์ในการเทรดหุ้นและมือใหม่ที่อยากจะลองซื้อขายหุ้นเทคนิค

5- คู่มือเจาะลึกเล่นหุ้นแนวเทคนิค Hardcore Technical Analysis

ผู้เขียน : เม่าปีกบาง

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Dream & Passion

เป็นหนังสือที่เน้นไปที่ประเด็นสำคัญ 3 เรื่องที่ผู้เขียนได้คิดค้นขึ้นมาจากประสบการณ์โดยตรงในการเทรดหุ้น โดยหนังสือเล่มนี้จะเน้นให้ความรู้ในเรื่องของการใช้เครื่องมือทางเทคนิคมาวิเคราะห์ราคาของหุ้น และเจาะลึกไปที่ความสามารถของเครื่องมือแต่ละประเภทว่าจะให้คุณคาดคะเนราคาหุ้นได้แบบไหนบ้าง ซึ่งมีทั้งเรื่องของ Dow Theory, Trend Line, Moving Average และอื่นๆ ช่วยให้คุณเข้าใจว่าเครื่องมือในการวิเคราะห์หุ้นแต่ละแบบเหมาะสำหรับใช้งานในสถานการณ์ไหนเพื่อให้คุณมีความแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการขาดทุน เพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการเทรดหุ้นมากขึ้นจากเดิมนั่นเอง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงินอย่างง่าย

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงิน สำหรับนักลงทุนที่ยังคงมองว่างบการเงินว่า เต็มไปด้วยตัวเลข ซับซ้อน ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน อย่าพึ่งท้อ เพราะใช้เวลาไม่นานก็สามารถเข้าใจ และมีเทคนิคในการอ่านงบการเงินอย่างง่าย และตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้นมีสุขภาพทางการเงินเป็นอย่างไร และน่าสนใจในการลงทุน หรือไม่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้น

คัดหุ้นดี เริ่มต้นจากตรงไหน

1.งบแสดงฐานะการเงิน

บอกให้รู้ว่าสถานะหรือความมั่งคั่งของบริษัทเป็นอย่างไร หากบริษัทมีโครงสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ย่อมทำให้สามารถดำเนินธุรกิจสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว

สิ่งแรกที่ควรดูก็คือ รายการสินทรัพย์ โดยการแสดงสินทรัพย์จะเรียงตามสภาพคล่อง ดังนั้น เงินสดจะโชว์อยู่ในบรรทัดแรก เพราะมีสภาพคล่องสูงที่สุดและสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที นั่นหมายความว่า บริษัทต้องมีสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ในทันที หรืออาจเป็นเงินสดก็ได้ ข้อมูลด้านสินทรัพย์ ในเบื้องต้นจะทำให้รู้ถึงขนาดธุรกิจ การเติบโต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินลงทุนในสินทรัพย์

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน)

ถัดจากนั้นให้ดู หนี้สิน ซึ่งหลักๆ ก็เป็นหนี้สินหมุนเวียน กับหนี้สินไม่หมุนเวียน โดยข้อมูลนี้จะทำให้เห็นสภาพคล่องทางด้านการเงิน เพราะบริษัทควรมีสินทรัพย์ เช่น เงินสด หรือลูกหนี้ มากกว่าหนี้สินระยะสั้น นั่นหมายความว่า เมื่อรวมสินทรัพย์ กับรวมหนี้สินแล้ว ฝั่งสินทรัพย์ควรมีมากกว่า

และสุดท้าย ส่วนของผู้ถือหุ้นและกำไรสะสม ซึ่งบอกถึงเงินลงทุนตั้งแต่จัดตั้งรวมกับกำไรสุทธิที่เกิดจากการทำธุรกิจตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน หากมีกำไรสะสมสูงแสดงถึงความสามารถในการทำธุรกิจดีมีประสิทธิภาพและมีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น อีกทั้ง ยังตรวจสอบถึงความมั่นคงของบริษัทได้อีกด้วย โดยผ่านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)

D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น

หากผลลัพธ์ D/E Ratio ออกมาสูง เช่น 4 เท่า, 5 เท่า 6 เท่า เป็นต้น แสดงว่าบริษัทมีการกู้หนี้ยืมสินมาดำเนินธุรกิจมากจนเกินไป หากสนใจลงทุนก็ควรระมัดระวัง เพราะในอนาคตอาจจะมีปัญหาด้านสภาพคล่อง หรือมีผลขาดทุนสุทธิ ดังนั้น อัตราส่วนนี้ “ยิ่งต่ำก็ยิ่งดี” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ควรเกิน 2 เท่า

2.งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

แสดงให้เห็นว่าในแต่ละงวดของผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น 1 ไตรมาส, 1 ปี บริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร อย่างแรกที่ต้องดูคือ รายได้ บอกถึงเมื่อผลิตสินค้า หรือบริการแล้วขายได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนค่าใช้จ่ายจะบอกให้รู้ว่าในช่วงนั้นๆ บริษัทมีประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายดีแค่ไหน เมื่อดูทั้งสองอย่างนี้แล้วก็จะนำไปสู่การวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร โดยข้อมูลงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ในเบื้องต้นทำให้เห็นว่าบริษัทสามารถทำธุรกิจได้ดีแค่ไหน มีโอกาสเติบโตในอนาคตหรือไม่ และมีความสามารถในการทำกำไรสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่

3.งบกระแสเงินสด

บอกถึงบริษัทมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มีแหล่งเงินทุนมาจากที่ไหนบ้าง และใช้เงินไปลงทุนอะไรบ้าง รวมๆ แล้วหมายถึง มองเห็นความสามารถในการวางแผนการเงินในอนาคต ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเกี่ยวข้องถึงการดำเนินงาน การลงทุนและการจัดหาเงินทุน โดบข้อมูลงบกระแสเงินสด ในเบื้องต้นทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการได้มา และการใช้ไปของเงินทุน หากบริษัทใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจได้ว่าบริษัทจะเติบโตในระยะยาว

4.อัตราส่วนทางการเงิน

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้น ก็ต้องวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เพราะเป็นการประเมินฐานะทางการเงินและความสามารถในการทำกำไร โดยส่วนใหญ่จะต้องทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละบริษัทมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร

นี่เป็นเพียงการดูงบการเงินในเบื้องต้น สำหรับมือใหม่เท่านั้นเพื่อใช้ในการ คัดหุ้นดี ออกมาจากหุ้นทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจจะใช้ไม่ได้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพราะ กลุ่มเทคโนโลยี จะมีการดำเนินธุระกิจที่อาจจะแต่ต่างจากบริษัททั่วไปอยู่บ้าง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงินอย่างง่าย

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงิน สำหรับนักลงทุนที่ยังคงมองว่างบการเงินว่า เต็มไปด้วยตัวเลข ซับซ้อน ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน อย่าพึ่งท้อ เพราะใช้เวลาไม่นานก็สามารถเข้าใจ และมีเทคนิคในการอ่านงบการเงินอย่างง่าย และตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้นมีสุขภาพทางการเงินเป็นอย่างไร และน่าสนใจในการลงทุน หรือไม่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้น

คัดหุ้นดี เริ่มต้นจากตรงไหน

1.งบแสดงฐานะการเงิน

บอกให้รู้ว่าสถานะหรือความมั่งคั่งของบริษัทเป็นอย่างไร หากบริษัทมีโครงสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ย่อมทำให้สามารถดำเนินธุรกิจสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว

สิ่งแรกที่ควรดูก็คือ รายการสินทรัพย์ โดยการแสดงสินทรัพย์จะเรียงตามสภาพคล่อง ดังนั้น เงินสดจะโชว์อยู่ในบรรทัดแรก เพราะมีสภาพคล่องสูงที่สุดและสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที นั่นหมายความว่า บริษัทต้องมีสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ในทันที หรืออาจเป็นเงินสดก็ได้ ข้อมูลด้านสินทรัพย์ ในเบื้องต้นจะทำให้รู้ถึงขนาดธุรกิจ การเติบโต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินลงทุนในสินทรัพย์

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน)

ถัดจากนั้นให้ดู หนี้สิน ซึ่งหลักๆ ก็เป็นหนี้สินหมุนเวียน กับหนี้สินไม่หมุนเวียน โดยข้อมูลนี้จะทำให้เห็นสภาพคล่องทางด้านการเงิน เพราะบริษัทควรมีสินทรัพย์ เช่น เงินสด หรือลูกหนี้ มากกว่าหนี้สินระยะสั้น นั่นหมายความว่า เมื่อรวมสินทรัพย์ กับรวมหนี้สินแล้ว ฝั่งสินทรัพย์ควรมีมากกว่า

และสุดท้าย ส่วนของผู้ถือหุ้นและกำไรสะสม ซึ่งบอกถึงเงินลงทุนตั้งแต่จัดตั้งรวมกับกำไรสุทธิที่เกิดจากการทำธุรกิจตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน หากมีกำไรสะสมสูงแสดงถึงความสามารถในการทำธุรกิจดีมีประสิทธิภาพและมีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น อีกทั้ง ยังตรวจสอบถึงความมั่นคงของบริษัทได้อีกด้วย โดยผ่านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)

D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น

หากผลลัพธ์ D/E Ratio ออกมาสูง เช่น 4 เท่า, 5 เท่า 6 เท่า เป็นต้น แสดงว่าบริษัทมีการกู้หนี้ยืมสินมาดำเนินธุรกิจมากจนเกินไป หากสนใจลงทุนก็ควรระมัดระวัง เพราะในอนาคตอาจจะมีปัญหาด้านสภาพคล่อง หรือมีผลขาดทุนสุทธิ ดังนั้น อัตราส่วนนี้ “ยิ่งต่ำก็ยิ่งดี” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ควรเกิน 2 เท่า

2.งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

แสดงให้เห็นว่าในแต่ละงวดของผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น 1 ไตรมาส, 1 ปี บริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร อย่างแรกที่ต้องดูคือ รายได้ บอกถึงเมื่อผลิตสินค้า หรือบริการแล้วขายได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนค่าใช้จ่ายจะบอกให้รู้ว่าในช่วงนั้นๆ บริษัทมีประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายดีแค่ไหน เมื่อดูทั้งสองอย่างนี้แล้วก็จะนำไปสู่การวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร โดยข้อมูลงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ในเบื้องต้นทำให้เห็นว่าบริษัทสามารถทำธุรกิจได้ดีแค่ไหน มีโอกาสเติบโตในอนาคตหรือไม่ และมีความสามารถในการทำกำไรสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่

3.งบกระแสเงินสด

บอกถึงบริษัทมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มีแหล่งเงินทุนมาจากที่ไหนบ้าง และใช้เงินไปลงทุนอะไรบ้าง รวมๆ แล้วหมายถึง มองเห็นความสามารถในการวางแผนการเงินในอนาคต ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเกี่ยวข้องถึงการดำเนินงาน การลงทุนและการจัดหาเงินทุน โดบข้อมูลงบกระแสเงินสด ในเบื้องต้นทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการได้มา และการใช้ไปของเงินทุน หากบริษัทใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจได้ว่าบริษัทจะเติบโตในระยะยาว

4.อัตราส่วนทางการเงิน

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้น ก็ต้องวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เพราะเป็นการประเมินฐานะทางการเงินและความสามารถในการทำกำไร โดยส่วนใหญ่จะต้องทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละบริษัทมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร

นี่เป็นเพียงการดูงบการเงินในเบื้องต้น สำหรับมือใหม่เท่านั้นเพื่อใช้ในการ คัดหุ้นดี ออกมาจากหุ้นทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจจะใช้ไม่ได้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพราะ กลุ่มเทคโนโลยี จะมีการดำเนินธุระกิจที่อาจจะแต่ต่างจากบริษัททั่วไปอยู่บ้าง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

การจัดกลุ่มอุตสาหกรรม

การจัดกลุ่มอุตสาหกรรม ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้บริษัทที่ประกอบธุรกิจใกล้เคียงกันได้อยู่ในหมวดเดียวกัน เพื่อความเหมาะสมในการเปรียบเทียบระหว่างกัน และเป็นข้อมูลด้านการลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยแนวทางการจัดกลุ่มนั้นให้สามารถสะท้อนประเภทธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนได้ชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมของประเทศได้มากขึ้น

หลักการโดยรวม

  • จัดเฉพาะบริษัทจดทะเบียน (หุ้นสามัญ) หน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund:IF) และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trusts: REITs) โดยตราสารทางการเงินอื่นๆ ยังคงแยกไว้ต่างหาก
  • หมวดบริษัทจดทะเบียนที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด (Non-Performing Group : NPG) ไม่รวมอยู่ในการจัดกลุ่ม
  • รวมกลุ่มของหมวดธุรกิจที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกัน หรือมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวไปในแนวทางเดียวกันไว้ด้วยกัน

หลักเกณฑ์ การจัดกลุ่มอุตสาหกรรม และหมวดธุรกิจ

  • พิจารณาจัดบริษัทตามประเภทธุรกิจที่สร้างรายได้ให้บริษัทเกินร้อยละ 50 เป็นสำคัญ
  • หากไม่มีธุรกิจใดสร้างรายได้ให้บริษัทเกินร้อยละ 50 จะใช้เกณฑ์ด้านกำไรพิจารณาเป็นเกณฑ์รอง ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์อาจพิจารณาใช้หลักเกณฑ์อื่นๆ ประกอบตามที่เห็นสมควร
  • ในกรณีที่บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจโดยผ่านการถือหุ้นในบริษัทย่อยหลายแห่ง (Holding Company) บริษัทจะถูกจัดตามประเภทธุรกิจของบริษัทย่อยที่สร้างรายได้หลักให้แก่บริษัท
  • ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์จัดบริษัทจดทะเบียนใน SET ตามกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจ โดยในปี 2558 เป็นต้นไป จะมีการจัดบริษัทจดทะเบียนใน mai ตามกลุ่มอุตสาหกรรมด้วย

โครงสร้างกลุ่มอุตสาหกรรม 8 กลุ่มและหมวดธุรกิจ 28 หมวด

1)เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

(Agro & Food Industry)ธุรกิจเกี่ยวกับการเพาะปลูก ทำป่าไม้ ทำปศุสัตว์ แปรรูปผลิตผลทางการเกษตร และ ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม มี 2 หมวดธุระกิจ 1-ธุรกิจการเกษตร (Agribusiness) 2-อาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage)

2)สินค้าอุปโภคบริโภค

(Consumer Products)ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคต่างๆ ทั้งที่เป็นสินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือย มี 3 หมวดธุระกิจ 1-แฟชั่น (Fashion) 2-ของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน (Home & Office Products) 3-ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ (Personal Products & Pharmaceuticals)

3)ธุรกิจการเงิน

(Financials)อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับผู้ให้บริการทางการเงินประเภทต่างๆ มี 3 หมวดธุระกิจ 1-ธนาคาร (Banking) 2-เงินทุนและหลักทรัพย์ (Finance & Securities) 3-ประกันภัยและประกันชีวิต (Insurance)

4)สินค้าอุตสาหกรรม 

(Industrials)ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบทั่วไปที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม สินค้าขั้นต้นหรือสินค้าขั้นกลาง เครื่องมือและเครื่องจักรต่าง ๆ ที่นำไปใช้ต่อในอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ มี 6 หมวดธุระกิจ

1-ยานยนต์ (Automotive) 2-วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร(Industrial Materials & Machine) 3-บรรจุภัณฑ์(Packaging) 4-กระดาษและวัสดุการพิมพ์ (Paper & Printing Materials) 5-ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (Petrochemicals & Chemicals) 6-เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ (Steel and Metal Products)

5)อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 

(Property & Construction)กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงบริการก่อสร้างและงานวิศวกรรม มี 4 หมวดธุระกิจ 1-วัสดุก่อสร้าง (Construction Materials) 2-บริการรับเหมาก่อสร้าง (Construction Services) 3-พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Property Development) 4-กองทุนรวมอสังหาริม ทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(Property Fund & Real Estate Investment Trusts)

6)ทรัพยากร 

(Resources)ธุรกิจเกี่ยวกับการแสวงหา หรือจัดการทรัพยากรต่างๆ เช่น การผลิตและจัดสรรเชื้อเพลิงพลังงาน และการทำเหมืองแร่ เป็นต้น มี 2 หมวดธุระกิจ 1-พลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities) 2-เหมืองแร่ (Mining)

7)บริการ 

(Services)ธุรกิจในสาขาบริการต่างๆ ยกเว้นบริการทางการเงินและบริการด้านข้อมูลสารสนเทศหรือเทคโนโลยี หรือเป็นบริการที่ถูกจัดไว้ในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือหมวดธุรกิจอื่นแล้ว มี 6 หมวดธุระกิจ 1-พาณิชย์ (Commerce) 2-การแพทย์ (Health Care Services) 3-สื่อและสิ่งพิมพ์ (Media & Publishing) 4-บริการเฉพาะกิจ (Professional Services) 5-การท่องเที่ยวและสันทนาการ  (Tourisms & Leisure) 6-ขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics)

8)เทคโนโลยี 

(Technology)ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นสินค้าขั้นต้น ขั้นกลางหรือขั้นสุดท้าย และรวมถึงผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มี 2 หมวดธุระกิจ 1-ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Components) 2-เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information & Communication Technology)


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

กลุ่มหุ้นธุรกิจน้ำมัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยม และเต็มไปด้วยบริษัทขนาดใหญ่

 กลุ่มพลังงาน (RESOURC) ถือว่ามีผลการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยอย่างมาก ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่มีสัดส่วนมากถึง 20% ของ SET Index โดยเราสามารถแบ่งกลุ่มพลังงานออกเป็นกลุ่มที่ใช้เชื้อเพลิงดั้งเดิม เช่น กลุ่มหุ้นธุรกิจน้ำมัน กลุ่มหุ้นธุรกิจก๊าซธรรมชาติ กลุ่มหุ้นธุรกิจถ่านหิน และกลุ่มพลังงานทดแทน เช่น แสงอาทิตย์ น้ำ ลม 

กลุ่มหุ้นธุรกิจน้ำมัน ใครอยู่ตรงไหนบ้าง

ก่อนอื่นขออธิบายสั้นๆ ว่าวงจรธุรกิจน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย

1-ธุรกิจต้นน้ำ ทำการสำรวจขุดเจาะแหล่งน้ำมันดิบ

2-ธุรกิจกลางน้ำ คือ โรงกลั่นน้ำมันและผลิตปิโตรเคมี

3-ธุรกิจปลายน้ำ คือ ค้าปลีกและสถานีบริการน้ำมันต่างๆ

เราไปดูกันว่าธุริกิจแต่ละส่วน ทำอะไรกันบ้าง

ธุรกิจต้นน้ำ (Upstream)

     เป็นบริษัทที่ทำการสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมันดิบ-ก๊าซธรรมชาติต่าง ๆ ทั้งในทะเลและบนบก แล้วจึงส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ส่งต่อไปยังโรงกลั่นน้ำมัน โดยการวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้ ประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ

– ราคาน้ำมันดิบ

การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบมีผลอย่างมากต่อทิศทางผลประกอบการของธุรกิจสำรวจและขุดเจาะ เนื่องจากต้นทุนการผลิตเป็น Fixed cost ที่ค่อนข้างคงที่ ดังนั้น กำไรจะมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับราคาขายน้ำมันเป็นหลัก

– อัตราแลกเปลี่ยน

ด้วยน้ำมันดิบเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ้างอิงราคาตามตลาดโลก และธรรมชาติของธุรกิจที่มักขยายการลงทุนไปตามแหล่งปิโตรเลียมทั่วโลก ค่าเงินจึงมีผลต่อรายได้จากการขาย เช่น ถ้าขายน้ำมันดิบไปยังต่างประเทศ เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น รายได้ที่กลับเข้าก็จะลดลง แต่หากค่าเงินบาทอ่อนลง รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ธุรกิจกลางน้ำ (Midstream)

     เป็นกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นที่รับน้ำมันดิบเข้าสู่กระบวนการกลั่น เพื่อผลิตออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน ก๊าซหุงต้ม น้ำมันเตา รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติกต่าง ๆ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ใช้พิจารณาหุ้นโรงกลั่น ประกอบด้วย

– ค่าการกลั่น

ความสามารถในการทำกำไรของโรงกลั่นต้องดูที่ “ค่าการกลั่น” หรือ Gross Refining Margin ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ ยิ่งค่าการกลั่นสูง กำไรจะยิ่งเยอะขึ้นตาม สำหรับปัจจัยที่กำหนดค่าการกลั่น ก็มีทั้งความต้องการใช้ เศรษฐกิจ การขนส่ง ความสามารถในการผลิต อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงต้นทุนน้ำมันดิบด้วย

– การบริหารสต๊อกน้ำมัน

เราคงเคยได้ยินคำว่ากำไรขาดทุนสต็อกน้ำมันอยู่บ่อย ๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะธุรกิจโรงกลั่นต้องมีการเก็บสำรองน้ำมันดิบเอาไว้ ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดมีราคาถูกกว่าน้ำมันที่เก็บสำรองไว้ โรงกลั่นก็จะขาดทุนจากส่วนนี้ แต่กลับกันถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดแพงกว่าราคาที่เก็บสำรองไว้ โรงกลั่นก็จะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ซึ่งกำไร-ขาดทุนตรงนี้มีผลต่อภาพรวมประกอบการมากพอสมควร

ธุรกิจปลายน้ำ (Downstream)

     เป็นกลุ่มปลายน้ำที่นำน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้จำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมันต่าง โดยสิ่งที่ต้องรู้ก่อนลงทุนหุ้นปั๊มน้ำมัน ได้แก่

– ค่าการตลาดน้ำมัน

คือ ส่วนต่างระหว่างราคาขายน้ำมันหน้าสถานีกับต้นทุนน้ำมันที่รับมาจากโรงกลั่น ค่าการตลาดจึงเปรียบเสมือนอัตรากำไรขั้นต้นของปั๊มน้ำมัน มีกลไกควบคุมราคาขายจากภาครัฐ ทั้งนี้ ค่าการตลาดจะมีกลไกควบคุมจากภาครัฐให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

– การบริหารพื้นที่บริการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัจจุบันปั๊มน้ำมันมีการแข่งขันรุนแรง จำเป็นต้องตั้งอยู่ในที่ดินที่มีศักยภาพ ติดถนนสายหลัก ซึ่งก็ตามมาด้วยต้นทุนที่สูง ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องมีการบริหารพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นการขยายโมเดลไปยังธุรกิจค้าปลีกที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน (Non-oil) เป็นต้น


บทความอื่นๆ วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com