Archives May 2022

ตลาดหุ้นเอเชียอ่อนตัว

ตลาดหุ้นเอเชียอ่อนตัว ตาม Wall Street ร่วงในวันพฤหัสบดีเนื่องจากหวังว่าผู้นำสหรัฐจะเห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี 3 พ.ย. จะจางหายไป

ตลาดหุ้นเอเชียอ่อนตัว

เกณฑ์มาตรฐานในเซี่ยงไฮ้ โตเกียว และฮ่องกงลดลง ซิดนีย์ขั้นสูง

ในกรุงโซล บริษัทที่จัดการบอยแบนด์ BTS เปิดตัวในตลาดท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนหลังจากที่หัวหน้าวงขอบคุณทหารผ่านศึกในสงครามเกาหลีสำหรับการเสียสละของพวกเขา ราคาหุ้นของบริษัท Big Hit Entertainment Ltd. เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเช้า แต่ Kospi ของโซล 180721 +0.44% ยังคงลดลง 0.9%

ดัชนี S&P 500 ของ Wall Street ปิดตัวลง 0.7% ในวันพุธหลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Steven Mnuchin กล่าวว่าเขาและผู้นำรัฐสภาต่าง “ห่างกัน” สำหรับความช่วยเหลือใหม่สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯที่กำลังดิ้นรน การใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของสหรัฐฯ อ่อนตัวลงหลังจากผลประโยชน์การว่างงานเพิ่มเติมก่อนหน้านี้หมดอายุลง

Mnuchin “ตอกตะปูอีกตัวหนึ่งไว้ที่โลงศพในการกระตุ้นก่อนการเลือกตั้ง” Jingyi Pan จาก IG กล่าวในรายงาน

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต SHCOMP +1.19% เพิ่มขึ้น 0.1% ในขณะที่ดัชนี Nikkei 225 NIK -0.26% ในโตเกียวลดลง 0.7% Hang Seng ในฮ่องกง HSI +0.29% หายไป 1.3%

S&P/ASX 200 XJO, +0.37% ในซิดนีย์เพิ่มขึ้น 0.6% นิวซีแลนด์ NZ50GR, -0.65%, ไต้หวัน Y9999, +0.88%, Singapore STI, -0.48% และ Jakarta JAKIDX, -0.44% ถอยกลับ

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย -0.06% แพ้ 1% หลังจากที่รัฐบาลประกาศ “ภาวะฉุกเฉินขั้นรุนแรง” หลังจากการชุมนุมในวันพุธของผู้ประท้วงหลายพันคนที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มครั้งสำคัญครั้งที่สามโดยนักเคลื่อนไหว

ตำรวจไทยสลายกลุ่มผู้ประท้วงเพื่อประชาธิปไตยในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี ซึ่งตั้งค่ายพักค้างคืนนอกสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้เขาลาออก ตำรวจกล่าวว่าพวกเขาได้จับกุมคน 20 คน

มนูชินและแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้พูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อวันพุธ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ตามการระบุของดรูว์ แฮมมิลล์ ผู้ช่วยของเปโลซี Mnuchin กล่าวว่าเป็นการยากที่จะทำข้อตกลงให้เสร็จก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนหน้า

ใน Wall Street บริษัทที่พึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภค ธนาคารและเทคโนโลยี และหุ้นด้านการสื่อสารต่างก็แบกรับภาระหนักจากการขาย

ดัชนี S&P 500 SPX 0.02% ลดลงมาที่ 3,488.67 DJIA ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ -0.26% ลดลง 0.6% สู่ 28,514 คอมโพสิทของ Nasdaq ลดลง 0.36% ลดลง 0.8% เป็น 11,768.73

นักลงทุนกำลังแกว่งไปมาระหว่างการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับวัคซีน coronavirus ที่เป็นไปได้ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการฟื้นตัวของตลาดก่อนหน้านี้และความไม่สบายใจเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่น่าเบื่อ

บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐเริ่มรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในสัปดาห์นี้

Bank of America BAC -0.60% ทรุดตัว 5.3% หลังจากรายรับต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ Wells Fargo WFC 0.51% ลดลง 6% หลังจากรายรับต่ำกว่าที่ Wall Street คาดไว้

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เกือบศูนย์ชั่วขณะหนึ่งเพื่อรองรับเศรษฐกิจ แม้ว่าเงินเฟ้อจะแตะระดับเป้าหมายก็ตาม

ในตลาดพลังงาน เกณฑ์มาตรฐานของน้ำมันดิบ CLX0 ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7 เซนต์ มาอยู่ที่ 41.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายทางอิเล็กทรอนิกส์บน New York Mercantile Exchange น้ำมันดิบเบรนต์สหราชอาณาจักร: BRZ0 ใช้กำหนดราคาน้ำมันต่างประเทศ โดยเพิ่มขึ้น 6 เซนต์เป็น 43.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในลอนดอน

ดอลลาร์ USDJPY 0.50% เพิ่มขึ้นเป็น 105.26 เยนจาก 105.15 เยนของวันพุธ

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ธปท มองบวกไทย เปิดประเทศ คาดจะเห็นการฟื้นตัว

ธปท. มองบวกไทย เปิดประเทศ 1 พ.ย. คาดจะเห็นการฟื้นตัว แต่ได้ประเมินกรณีเลวร้ายหากมีความเสี่ยงโควิดระบาด จีดีพีอาจต่ำกว่า 0.7%

ธปท.มองบวกไทย เปิดประเทศ 1 พ.ย.

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการหลายแห่งในเดือนต.ค. เห็นสัญญาณหลายธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ภาคการผลิตดีขึ้นตามกำลังซื้อที่ค่อยๆ ปรับตัวดี และตามกิจกรรมเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัว รวมทั้งภาคบริการรับผลบวกจากการผ่อนคลายควบคุมการระบาด และยังเห็นสัญญาณแรงงานย้ายถิ่นและเลิกจ้างลดลง เริ่มเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับเข้าพื้นที่อุตสาหกรรมบ้างแล้ว แต่ยังต้องติดตามความเปราะบางต่อเนื่อง เพราะยังมีจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 39 เพิ่มขึ้น สะท้อนคนตกงานยังไม่สามารถเข้าทำงานในระบบ

นอกจากนี้ ในเดือน ต.ค.ยังเห็นทิศทางเงินบาทกลับมาแข็งค่า จากการที่ไทยเตรียมเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยก่อนหน้านี้เงินบาทในเดือน ก.ย.อ่อนค่าเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้น ด้านเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.ย.กลับมาเพิ่มขึ้นหลังจากสิ้นสุดมาตรการลดค่าไฟฟ้าและน้ำประปา และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ โดยคาดเงินเฟ้อของปี 64 จะเข้าสู่กรอบล่าง 1%

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนก.ย. 2564 ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน หลังมีการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ส่งผลให้เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้น ด้านการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นบ้างตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัว ทั้งนี้ อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัว ประกอบกับปัญหา supply disruption จากการปิดโรงงานในไทยที่คลี่คลายทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในหลายหมวด ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจผ่านรายจ่ายประจำและเงินโอน สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในเกือบทุกหมวด จาก 1. การทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด และการฉีดวัคซีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้นทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม รายได้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มปรับดีขึ้น 2. ผลของอุปสงค์คงค้าง (pent-up demand) จากช่วงก่อนหน้า และ 3. มาตรการภาครัฐที่ยังช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง

คาดเศรษฐกิจไทยในปี 65 จะเข้าสู่โหมดของการฟื้นฟูภาคธุรกิจ โดยธปท.ได้มีสินเชื่อฟื้นฟูไว้รองรับธุรกิจที่ต้องการสภาพคล่อง และธปท.สนับสนุนปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงที่เริ่มฟื้นฟูมากขึ้น จากคนมีภาระหนี้ในช่วงโควิด ก็ควรเบาตัว และเข้าสู่โหมดปรับโครงสร้างหนี้ ค่อยๆแบ่งเบาภาระหนี้ในอนาคต โดยเครื่องมือที่มีอยู่ยังช่วยเหลือได้ แต่ยังตอบไม่ได้ว่ามาตรการปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ อาจต้องดูหลายมาตรการร่วมกัน

โดยการใช้จ่ายภาครัฐ ยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ จากรายจ่ายประจำที่ขยายตัวต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ตามรายจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร และรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้า และบริการ ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัวจากผลของฐานสูง ที่มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลกลางในปีก่อน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลงจากเดือนก่อน และโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่หลายประเทศยังมีมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศอยู่


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ปิดตลาดหุ้นไทยลบ 0.88 จุด ย่อตัวลงเหตุ นลท.ชะลอซื้อรอปัจจัยใหม่

29 ตุลาคม 2564 ปิดตลาดหุ้นไทยลบ 0.88 จุด อยู่ที่ระดับ 1,623.43 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 66,747 ล้านบาท แกว่งไซด์เวย์ในกรอบแคบๆ จากการที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอลงทุน

ปิดตลาดหุ้นไทยลบ 0.88 จุด

วันนี้ ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,623.43 จุด ปรับลง 0.88 จุด หรือคิดเป็น -0.05% ด้วยมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 66,747 ล้านบาท เคลื่อนไหวในกรอบ 1,619.14-1,629.25 จุด โดยตลาดเคลื่อนไหวในแดนบวกสลับลบ นักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอลงทุนไปก่อน เพื่อรอดูความคืบหน้าในปัจจัยต่างๆ เพื่อตัดสินใจลงทุนช่วงหลังจากนี้ อาทิ การผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มของ ศบค. รวมไปถึงการขายออกของหุ้นเดลต้า กดดันดัชนี 1.6 จุด ส่วนตลาดเอ็มเอไอ ปิดที่ 558.65 จุด เพิ่มขึ้น 2.36 จุด หรือ 0.42% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5,619.19 ล้านบาท

โดย นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์กรอบแคบ เนื่องจากไม่มีประเด็นใหม่เข้ามากระตุ้น และตลาดฯอยู่ในช่วงรอการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สัปดาห์หน้าเป็นหลัก รวมถึงนักลงทุนก็ยังรอติดตามผลการเปิดประเทศแล้วจะได้รับการตอบรับจากต่างชาติมากแค่ไหน

ด้านน.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนระยะนี้แนะนำลงทุนในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จาก ธปท.ผ่อนคลยกฎแอลทีวีเป็น 100% ชั่วคราวจนถึงสิ้นปี 65 นี้ รวมไปถึงธีมเปิดเมืองที่เปิดรับนักท่องเที่ยวจาก 46 ประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว รวมไปถึงหุ้นกลุ่มขนส่งจากการยกเลิกเคอร์ฟิวทำให้เกิดการเดินทางมากขึ้น และหุ้นห้างสรรพสินค้า หุ้นกลุ่มร้านอาหาร รวมไปถึงค้าปลีกที่ผู้บริโภคจะออกมาจับจ่ายซื้อสินค้านอกบ้าน และรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

1.TFM ปิดที่ 14.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

2.KBANK ปิดที่ 141.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท

3.BANPU ปิดที่ 11.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท

4.PTT. ปิดที่ 38.00 บาท ลดลง -0.25 บาท

5.SCB ปิดที่ 126.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นวันทำการซื้อขายสุดท้ายของเดือนต.ค.

ดัชนี ดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นวันทำการซื้อขายสุดท้ายของเดือนต.ค. ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ณ เวลา 20.52 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 35,762.80 จุด บวก 32.32 จุด หรือ 0.09%

ดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 200 จุดวานนี้ ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค และฟอร์ด มอเตอร์ แม้ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3 ของสหรัฐขยายตัวเพียง 2% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี

ราคาหุ้นแอปเปิลดิ่งลงกว่า 3% ในการซื้อขายวันนี้ หลังเปิดเผยรายได้ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2560 ส่วนราคาหุ้นแอมะซอนร่วงลง 4%

อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นเอ็กซอน โมบิล และเชฟรอนดีดตัวขึ้นขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่ง

บริษัทกว่า 50% ในดัชนี S&P 500 ได้รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3 แล้ว โดยมากกว่า 80% ในจำนวนดังกล่าวมีผลประกอบการสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ และนักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีการขยายตัวของกำไรในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นถึง 38.6%

ดัชนีดาวโจนส์มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน นอกจากนี้ นับตั้งแต่ต้นเดือนต.ค. ดัชนีดาวโจนส์ดีดตัวขึ้น 5.6% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ทะยานขึ้น 6.7% ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2563 ส่วนดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 6.9%

ข้อมูลจาก “Stock Trader’s Almanac” ระบุว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมักดีดตัวขึ้นในเดือนต.ค และปรับตัวขึ้นจนถึงสิ้นปี โดยเดือนต.ค.ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงขาขึ้นตามฤดูกาลของราคาหุ้น ขณะที่ดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นเฉลี่ย 0.8% ในเดือนต.ค. ก่อนที่จะพุ่งขึ้น 1.6% ในเดือนพ.ย. และ 1.5% ในเดือนธ.ค.

โดยนักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 2-3 พ.ย. โดยคาดว่าเฟดอาจปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมครั้งนี้

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PCE พื้นฐานเพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนก.ย. สอดคล้องกับเดือนส.ค.

ทั้งนี้ ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จากกระทรวงแรงงานสหรัฐ


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com