5 หนังสือหุ้น เล่มไหนดี เล่มไหนน่าอ่าน

การลงทุนในหุ้นหรือที่หลายคนเรียกกันแบบง่ายๆ ว่า “การเล่นหุ้น” นั้น ถือเป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตลาดหุ้นไทยไม่ได้เป็นของใหม่แต่อย่างใด ซึ่งแน่นอนว่า ตลาดหุ้นนั้นก็ไม่ได้มีแต่ให้กำไรกับผู้ที่ลงทุนทุกราย แต่ยังมีผู้ที่ขาดทุนหรือมีคนจำนวนมากที่ถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวออกจากตลาดหุ้นไปก็มีเช่นกัน เพื่อไม่ให้คุณเสียเวลาวันนี้จึงพามารู้จักกับ 5 หนังสือหุ้น น่าอ่าน

 5 หนังสือหุ้น

1-เหนือกว่าวอลสตรีท : ONE UP ON WALL STREET

ผู้เขียน : Peter Lynch, John Rothchild

ผู้แปล : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สำนักพิมพ์ : ฟิเดลลิตี้

หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปรู้จักกับหลักการลงทุนของ “ปีเตอร์ ลินซ์” ที่เน้นหาหุ้น “สิบเด้ง” หรือหุ้นที่จะขึ้นไป 10 เท่าตัว ซึ่งถือเป็นความฝันที่เกิดขึ้นได้ยากของนักลงทุนทุกคนก็ว่าได้ แต่หนังสือเล่มนี้อาจมีตัวช่วยครับ เพราะถูกเขียนโดยอัจฉริยะที่บริหารกองทุนจาก 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็น 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐมาแล้ว โดยในหนังสือเล่มนี้จะบอกถึงประวัติในการลงทุนของปีเตอร์ ลินช์ไว้อย่างละเอียด แฝงไปด้วยกลยุทธ์และประสบการณ์ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกหุ้นเพื่อลงทุนให้ได้ 10 เด้ง การลงทุนในสินค้ารูปแบบต่าง ๆ และการจัดการพอร์ตลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีข้อเตือนใจนักลงทุนที่คุณต้องรู้อีกด้วย

2-25 เคล็ดลับการลงทุนของบัฟเฟตต์ Short-Term Trading

ผู้เขียน :  L.J. RITTENHOUSE

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Se-ed

หนังสือเล่มนี้จะสะท้อนถึงกลยุทธ์และความฉลาดในการลงทุนของบัฟเฟตต์ได้เป็นอย่างดี หากคุณอยู่ในแวดวงตลาดหุ้นและการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นแนวไหน แน่นอนว่า ทุกคนย่อมต้องรู้จัก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้ร่ำรวยมาจากการทำธุรกิจ แต่ร่ำรวยมาจากการลงทุนและการบริหารเงินด้วยความเฉลียวฉลาดรอบคอบ ด้วยความที่เขาเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยชอบออกสื่อ จึงไม่ค่อยมีใครได้รู้เทคนิคในการลงทุนจากปากของเขาเองมากนัก มีแต่คนอื่นๆ ที่พยายามวิเคราะห์ลักษณะการลงทุนของเขาแล้วสรุปออกมาเป็นเทคนิคต่างๆ ถ้าเราอยากจะทราบข้อมูลจากปากของเขาเองจริงๆ แหล่งข้อมูลเดียวที่พอจะเข้าถึงได้คือ จดหมายที่เขาเขียนถึงผู้ถือหุ้นบริษัท BERKSHIRE HATHAWAY INC ปีละครั้งเป็นประจำทุกปี

3-ตีแตก : กลยุทธ์การเล่นหุ้นในภาวะวิกฤต

ผู้เขียน :  ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Nationbooks

สำหรับคนที่เล่นหุ้นคงไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอนสำหรับ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าระดับประเทศ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะนำเสนอแนวทางเพื่อเป็นเครื่องมือในการลงทุนในหุ้น เพื่อให้เกิดความคิดและมีวิจารณญาณได้ว่าการลงทุนไม่ใช่เรื่องที่ควรหลบเลี่ยง ไม่ใช่เรื่องของความเสี่ยงแต่เป็นศาสตร์ที่ควรมีไว้ติดตัวทุกคน คนที่มีเงินเหลือจากการบริโภคในปัจจุบันสามารถนำเงินที่มีนั้นไปลงทุนให้เกิดผลตอบแทนสูงกว่าการนำเงินไปฝากธนาคาร เนื้อหาภายในจะให้ความรู้ที่ควรจะต้องศึกษาก่อนที่เข้าไปลงทุน โดยแนะนำว่าการลงทุนในหลักทรัพย์นั้นต้องทำให้เหมือนกับการเข้าหุ้นทำธุรกิจ, ค้นหาสไตล์การลงทุนของตัวเอง, ค้นหาหุ้นที่จะซื้อและขาย, รู้จักและศึกษาแนวทางการเล่นหุ้นของนักลงทุนเอกของโลก คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์, จอร์จ โซโรส และ ปีเตอร์ ลินช์ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง

4-เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก

ผู้เขียน : วีรวัฒน์ วีรวรรณ

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : thinkbeyond

สำหรับมือใหม่ที่สนใจจะลองเทรดหุ้นออนไลน์ แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไรดี นี่คือหนังสือเล่มที่ตอบโจทย์อย่างมาก ด้วยเนื้อหาสาระสำหรับมือใหม่ที่ครบครัน โดยจะบอกถึง 7 ขั้นตอนสู่การเป็นนักลงทุนเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการลงทุน หรือการเปิดบัญชีพอร์ตการลงทุน ก็ล้วนมีเนื้อหาที่อธิบายเอาไว้อย่างละเอียด แถมยังมีการถ่ายทอดในรูปแบบของการ์ตูน ช่วยให้อ่านเข้าใจได้ง่าย มีการสอดแทรกมุกตลกช่วยให้อ่านได้โดยไม่น่าเบื่อ ซึ่งนอกจากความสนุกสนานดังกล่าวแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังสามารถไปประยุกต์ในการลงทุนจริงได้ดีอีกด้วย

5- CAN SLIM คัดหุ้นชั้นยอด ด้วยระบบชั้นเยี่ยม

ผู้เขียน : William J. O’Neil

ผู้แปล : ชินวิช ธเนศสกุลวัฒนา

สำนักพิมพ์ : Nsix

CAN SLIM เป็นวิธีการคัดสรรหุ้นที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เลือกหุ้นจากหลักการพื้นฐานและใช้ชาร์ทต่างๆ ในการหาจังหวะเวลาเข้าซื้อหุ้น CAN SLIM ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยให้กับผู้ใช้ได้ถึง 35.3% ต่อปี เมื่อเทียบกับผลตอบแทน 3.3% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกันของดัชนี S&P 500 สมาคมนักลงทุนแห่งสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษากลยุทธ์ในการลงทุนที่มีชื่อเสียงกว่า 50 แบบ พบว่าวิธี CAN SLIM นั้นอยู่ในอันดับต้นๆ ของกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมดตลอดช่วงหลายทศวรรษ หากคุณกำลังหาระบบคัดกรองหุ้นคุณภาพสูง หนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มที่ไม่ควรพลาด


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

5 หนังสือหุ้นเทคนิค เจาะลึกพื้นฐานและนำเสนอเทคนิคในการเล่น

เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” เมื่อได้เห็นหรือได้ยินโฆษณาการชักชวนให้ลงทุนหุ้นหรือออมในประกันต่างๆ หลายๆคนก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะลงทุนหุ้น เพราะยังไม่กล้ารับความเสี่ยงมาก บ้างก็รู้สึกว่าการเล่นหุ้นนั้นเหมือนกับการเล่นพนันที่มีแต่เสียมากกว่าได้ แต่จริงๆ แล้วการเริ่มต้นเล่นหุ้นนั้นก็เหมือนการหัดปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนและศึกษา เพื่อไม่ให้คุณเสียเวลาวันนี้จึงพามารู้จักกับ 5 หนังสือหุ้นเทคนิค 

5 หนังสือหุ้นเทคนิค

1-เทคนิคอล อนาไลซิส : Technical Analysis of The Financial Markets

ผู้เขียน :  John J. Murphy

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Nsix

เป็นหนังสือที่ผู้ลงทุนทั้งต่างประเทศ และในไทย ยกให้เป็นคัมภีร์ไบเบิลสำหรับการเทรดหุ้นเทคนิค หากใครสนใจลงทุนหุ้น เล่มนี้ก็เป็นหนังสือหุ้นอีกเล่มหนึ่งที่ไม่ควรพลาด เพราะเป็นหนังสือที่จะนำพาให้คุณเห็นภาพความเสี่ยงของการลงทุน และการลงทุนในช่วงที่ตลาดแย่ แนวทางการประเมินมูลค่าที่ใช้ และเคสการลงทุนต่างๆที่ควรศึกษาเป็นแบบอย่าง ถือเป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของ ดร.นิเวศน์ที่เขียนขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นซบเซา

2-กลยุทธ์เก็งกำไรเทรดระยะสั้น Long-Term Secrets To Short-Term Trading

ผู้เขียน :  Larry Williams

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Arrow Multimedia

การเทรดหุ้นเทคนิคนั้นจะต้องอาศัยความรวดเร็วในการตัดสินใจซื้อหรือขาย จนทำให้นักลงทุนต้องเจ็บตัวจากความผิดพลาดเพราะไม่มีวิจารณญาณที่มากพอในการตัดสินใจหลายๆ ครั้ง หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลทั้งพื้นฐานและกลยุทธ์ต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถประเมินจังหวะในการเทรดหุ้นได้ดียิ่งขึ้น เขียนโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดหุ้นระดับโลก ในหนังสือยังพยายามจะให้ผู้อ่าน สามารถเข้าใจสภาพตลาดเพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเก็งกำไรและได้ผลตอบแทนจริงๆ โดยที่ไม่เจ็บตัวอีกด้วย

3-Visual Guide To Chart Patterns คู่มือภาพชาร์ตแพทเทิร์นเพื่อการวิเคราะห์หุ้น

ผู้เขียน :  Thomas N. Bulkowski

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Think Beyond

เล่มนี้เป็นหนังสือคู่มือที่ควรจะมี เพื่อใช้ในการศึกษาเรื่องกราฟ และวิเคราะห์หุ้น เนื่องจากในหนังสือมีแผนภาพแพทเทิร์นของกราฟในแบบต่างๆ ด้วยภาพสีที่มีความละเอียดและมาในหลากหลายรูปแบบ จึงทำให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจ และเห็นภาพได้อย่างชัดเจนมากขึ้น นอกจากแผนภาพของกราฟแล้วยังมีรายละเอียดที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถวิเคราะห์ และประเมินราคาของหุ้นได้ดีขึ้นกว่าที่เคย เป็นคู่มือทั้งของผู้เริ่มต้นเล่นหุ้นและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ควรมีเอาไว้เพื่อใช้ในการอ้างอิงกับกราฟจริงที่เกิดขึ้น

4- Pass Action ทางเลือกทำกำไร สายเทคนิค

ผู้เขียน : วิน ศราชัยนันทกุล

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Stock2morrow

หนังสือเล่มนี้จะเน้นไปที่ประเด็นสำคัญ 3 เรื่องที่ผู้เขียนได้คิดค้นขึ้นมาจากประสบการณ์โดยตรงในการเทรดหุ้น โดยแต่ละประเด็นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่นักลงทุนหลายคนยังสับสนอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเป็นบทเรียนให้ผู้ลงทุนได้เรียนรู้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งยังเรียบเรียงด้วยภาษาที่เน้นให้ผู้อ่านทำความเข้าใจได้ง่าย จึงเหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์ในการเทรดหุ้นและมือใหม่ที่อยากจะลองซื้อขายหุ้นเทคนิค

5- คู่มือเจาะลึกเล่นหุ้นแนวเทคนิค Hardcore Technical Analysis

ผู้เขียน : เม่าปีกบาง

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Dream & Passion

เป็นหนังสือที่เน้นไปที่ประเด็นสำคัญ 3 เรื่องที่ผู้เขียนได้คิดค้นขึ้นมาจากประสบการณ์โดยตรงในการเทรดหุ้น โดยหนังสือเล่มนี้จะเน้นให้ความรู้ในเรื่องของการใช้เครื่องมือทางเทคนิคมาวิเคราะห์ราคาของหุ้น และเจาะลึกไปที่ความสามารถของเครื่องมือแต่ละประเภทว่าจะให้คุณคาดคะเนราคาหุ้นได้แบบไหนบ้าง ซึ่งมีทั้งเรื่องของ Dow Theory, Trend Line, Moving Average และอื่นๆ ช่วยให้คุณเข้าใจว่าเครื่องมือในการวิเคราะห์หุ้นแต่ละแบบเหมาะสำหรับใช้งานในสถานการณ์ไหนเพื่อให้คุณมีความแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการขาดทุน เพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการเทรดหุ้นมากขึ้นจากเดิมนั่นเอง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงินอย่างง่าย

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงิน สำหรับนักลงทุนที่ยังคงมองว่างบการเงินว่า เต็มไปด้วยตัวเลข ซับซ้อน ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน อย่าพึ่งท้อ เพราะใช้เวลาไม่นานก็สามารถเข้าใจ และมีเทคนิคในการอ่านงบการเงินอย่างง่าย และตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้นมีสุขภาพทางการเงินเป็นอย่างไร และน่าสนใจในการลงทุน หรือไม่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้น

คัดหุ้นดี เริ่มต้นจากตรงไหน

1.งบแสดงฐานะการเงิน

บอกให้รู้ว่าสถานะหรือความมั่งคั่งของบริษัทเป็นอย่างไร หากบริษัทมีโครงสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ย่อมทำให้สามารถดำเนินธุรกิจสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว

สิ่งแรกที่ควรดูก็คือ รายการสินทรัพย์ โดยการแสดงสินทรัพย์จะเรียงตามสภาพคล่อง ดังนั้น เงินสดจะโชว์อยู่ในบรรทัดแรก เพราะมีสภาพคล่องสูงที่สุดและสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที นั่นหมายความว่า บริษัทต้องมีสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ในทันที หรืออาจเป็นเงินสดก็ได้ ข้อมูลด้านสินทรัพย์ ในเบื้องต้นจะทำให้รู้ถึงขนาดธุรกิจ การเติบโต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินลงทุนในสินทรัพย์

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน)

ถัดจากนั้นให้ดู หนี้สิน ซึ่งหลักๆ ก็เป็นหนี้สินหมุนเวียน กับหนี้สินไม่หมุนเวียน โดยข้อมูลนี้จะทำให้เห็นสภาพคล่องทางด้านการเงิน เพราะบริษัทควรมีสินทรัพย์ เช่น เงินสด หรือลูกหนี้ มากกว่าหนี้สินระยะสั้น นั่นหมายความว่า เมื่อรวมสินทรัพย์ กับรวมหนี้สินแล้ว ฝั่งสินทรัพย์ควรมีมากกว่า

และสุดท้าย ส่วนของผู้ถือหุ้นและกำไรสะสม ซึ่งบอกถึงเงินลงทุนตั้งแต่จัดตั้งรวมกับกำไรสุทธิที่เกิดจากการทำธุรกิจตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน หากมีกำไรสะสมสูงแสดงถึงความสามารถในการทำธุรกิจดีมีประสิทธิภาพและมีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น อีกทั้ง ยังตรวจสอบถึงความมั่นคงของบริษัทได้อีกด้วย โดยผ่านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)

D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น

หากผลลัพธ์ D/E Ratio ออกมาสูง เช่น 4 เท่า, 5 เท่า 6 เท่า เป็นต้น แสดงว่าบริษัทมีการกู้หนี้ยืมสินมาดำเนินธุรกิจมากจนเกินไป หากสนใจลงทุนก็ควรระมัดระวัง เพราะในอนาคตอาจจะมีปัญหาด้านสภาพคล่อง หรือมีผลขาดทุนสุทธิ ดังนั้น อัตราส่วนนี้ “ยิ่งต่ำก็ยิ่งดี” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ควรเกิน 2 เท่า

2.งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

แสดงให้เห็นว่าในแต่ละงวดของผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น 1 ไตรมาส, 1 ปี บริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร อย่างแรกที่ต้องดูคือ รายได้ บอกถึงเมื่อผลิตสินค้า หรือบริการแล้วขายได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนค่าใช้จ่ายจะบอกให้รู้ว่าในช่วงนั้นๆ บริษัทมีประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายดีแค่ไหน เมื่อดูทั้งสองอย่างนี้แล้วก็จะนำไปสู่การวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร โดยข้อมูลงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ในเบื้องต้นทำให้เห็นว่าบริษัทสามารถทำธุรกิจได้ดีแค่ไหน มีโอกาสเติบโตในอนาคตหรือไม่ และมีความสามารถในการทำกำไรสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่

3.งบกระแสเงินสด

บอกถึงบริษัทมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มีแหล่งเงินทุนมาจากที่ไหนบ้าง และใช้เงินไปลงทุนอะไรบ้าง รวมๆ แล้วหมายถึง มองเห็นความสามารถในการวางแผนการเงินในอนาคต ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเกี่ยวข้องถึงการดำเนินงาน การลงทุนและการจัดหาเงินทุน โดบข้อมูลงบกระแสเงินสด ในเบื้องต้นทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการได้มา และการใช้ไปของเงินทุน หากบริษัทใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจได้ว่าบริษัทจะเติบโตในระยะยาว

4.อัตราส่วนทางการเงิน

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้น ก็ต้องวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เพราะเป็นการประเมินฐานะทางการเงินและความสามารถในการทำกำไร โดยส่วนใหญ่จะต้องทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละบริษัทมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร

นี่เป็นเพียงการดูงบการเงินในเบื้องต้น สำหรับมือใหม่เท่านั้นเพื่อใช้ในการ คัดหุ้นดี ออกมาจากหุ้นทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจจะใช้ไม่ได้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพราะ กลุ่มเทคโนโลยี จะมีการดำเนินธุระกิจที่อาจจะแต่ต่างจากบริษัททั่วไปอยู่บ้าง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงินอย่างง่าย

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงิน สำหรับนักลงทุนที่ยังคงมองว่างบการเงินว่า เต็มไปด้วยตัวเลข ซับซ้อน ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน อย่าพึ่งท้อ เพราะใช้เวลาไม่นานก็สามารถเข้าใจ และมีเทคนิคในการอ่านงบการเงินอย่างง่าย และตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้นมีสุขภาพทางการเงินเป็นอย่างไร และน่าสนใจในการลงทุน หรือไม่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้น

คัดหุ้นดี เริ่มต้นจากตรงไหน

1.งบแสดงฐานะการเงิน

บอกให้รู้ว่าสถานะหรือความมั่งคั่งของบริษัทเป็นอย่างไร หากบริษัทมีโครงสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ย่อมทำให้สามารถดำเนินธุรกิจสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว

สิ่งแรกที่ควรดูก็คือ รายการสินทรัพย์ โดยการแสดงสินทรัพย์จะเรียงตามสภาพคล่อง ดังนั้น เงินสดจะโชว์อยู่ในบรรทัดแรก เพราะมีสภาพคล่องสูงที่สุดและสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที นั่นหมายความว่า บริษัทต้องมีสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ในทันที หรืออาจเป็นเงินสดก็ได้ ข้อมูลด้านสินทรัพย์ ในเบื้องต้นจะทำให้รู้ถึงขนาดธุรกิจ การเติบโต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินลงทุนในสินทรัพย์

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน)

ถัดจากนั้นให้ดู หนี้สิน ซึ่งหลักๆ ก็เป็นหนี้สินหมุนเวียน กับหนี้สินไม่หมุนเวียน โดยข้อมูลนี้จะทำให้เห็นสภาพคล่องทางด้านการเงิน เพราะบริษัทควรมีสินทรัพย์ เช่น เงินสด หรือลูกหนี้ มากกว่าหนี้สินระยะสั้น นั่นหมายความว่า เมื่อรวมสินทรัพย์ กับรวมหนี้สินแล้ว ฝั่งสินทรัพย์ควรมีมากกว่า

และสุดท้าย ส่วนของผู้ถือหุ้นและกำไรสะสม ซึ่งบอกถึงเงินลงทุนตั้งแต่จัดตั้งรวมกับกำไรสุทธิที่เกิดจากการทำธุรกิจตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน หากมีกำไรสะสมสูงแสดงถึงความสามารถในการทำธุรกิจดีมีประสิทธิภาพและมีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น อีกทั้ง ยังตรวจสอบถึงความมั่นคงของบริษัทได้อีกด้วย โดยผ่านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)

D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น

หากผลลัพธ์ D/E Ratio ออกมาสูง เช่น 4 เท่า, 5 เท่า 6 เท่า เป็นต้น แสดงว่าบริษัทมีการกู้หนี้ยืมสินมาดำเนินธุรกิจมากจนเกินไป หากสนใจลงทุนก็ควรระมัดระวัง เพราะในอนาคตอาจจะมีปัญหาด้านสภาพคล่อง หรือมีผลขาดทุนสุทธิ ดังนั้น อัตราส่วนนี้ “ยิ่งต่ำก็ยิ่งดี” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ควรเกิน 2 เท่า

2.งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

แสดงให้เห็นว่าในแต่ละงวดของผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น 1 ไตรมาส, 1 ปี บริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร อย่างแรกที่ต้องดูคือ รายได้ บอกถึงเมื่อผลิตสินค้า หรือบริการแล้วขายได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนค่าใช้จ่ายจะบอกให้รู้ว่าในช่วงนั้นๆ บริษัทมีประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายดีแค่ไหน เมื่อดูทั้งสองอย่างนี้แล้วก็จะนำไปสู่การวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร โดยข้อมูลงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ในเบื้องต้นทำให้เห็นว่าบริษัทสามารถทำธุรกิจได้ดีแค่ไหน มีโอกาสเติบโตในอนาคตหรือไม่ และมีความสามารถในการทำกำไรสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่

3.งบกระแสเงินสด

บอกถึงบริษัทมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มีแหล่งเงินทุนมาจากที่ไหนบ้าง และใช้เงินไปลงทุนอะไรบ้าง รวมๆ แล้วหมายถึง มองเห็นความสามารถในการวางแผนการเงินในอนาคต ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเกี่ยวข้องถึงการดำเนินงาน การลงทุนและการจัดหาเงินทุน โดบข้อมูลงบกระแสเงินสด ในเบื้องต้นทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการได้มา และการใช้ไปของเงินทุน หากบริษัทใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจได้ว่าบริษัทจะเติบโตในระยะยาว

4.อัตราส่วนทางการเงิน

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้น ก็ต้องวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เพราะเป็นการประเมินฐานะทางการเงินและความสามารถในการทำกำไร โดยส่วนใหญ่จะต้องทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละบริษัทมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร

นี่เป็นเพียงการดูงบการเงินในเบื้องต้น สำหรับมือใหม่เท่านั้นเพื่อใช้ในการ คัดหุ้นดี ออกมาจากหุ้นทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจจะใช้ไม่ได้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพราะ กลุ่มเทคโนโลยี จะมีการดำเนินธุระกิจที่อาจจะแต่ต่างจากบริษัททั่วไปอยู่บ้าง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

การจัดกลุ่มอุตสาหกรรม

การจัดกลุ่มอุตสาหกรรม ของบริษัทจดทะเบียน เพื่อให้บริษัทที่ประกอบธุรกิจใกล้เคียงกันได้อยู่ในหมวดเดียวกัน เพื่อความเหมาะสมในการเปรียบเทียบระหว่างกัน และเป็นข้อมูลด้านการลงทุนได้อย่างเหมาะสม โดยแนวทางการจัดกลุ่มนั้นให้สามารถสะท้อนประเภทธุรกิจของบริษัทจดทะเบียนได้ชัดเจน และสะท้อนให้เห็นถึงอุตสาหกรรมของประเทศได้มากขึ้น

หลักการโดยรวม

  • จัดเฉพาะบริษัทจดทะเบียน (หุ้นสามัญ) หน่วยลงทุนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ หน่วยลงทุนของกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund:IF) และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (Real Estate Investment Trusts: REITs) โดยตราสารทางการเงินอื่นๆ ยังคงแยกไว้ต่างหาก
  • หมวดบริษัทจดทะเบียนที่แก้ไขการดำเนินงานไม่ได้ตามกำหนด (Non-Performing Group : NPG) ไม่รวมอยู่ในการจัดกลุ่ม
  • รวมกลุ่มของหมวดธุรกิจที่มีลักษณะธุรกิจใกล้เคียงกัน หรือมีแนวโน้มที่จะเคลื่อนไหวไปในแนวทางเดียวกันไว้ด้วยกัน

หลักเกณฑ์ การจัดกลุ่มอุตสาหกรรม และหมวดธุรกิจ

  • พิจารณาจัดบริษัทตามประเภทธุรกิจที่สร้างรายได้ให้บริษัทเกินร้อยละ 50 เป็นสำคัญ
  • หากไม่มีธุรกิจใดสร้างรายได้ให้บริษัทเกินร้อยละ 50 จะใช้เกณฑ์ด้านกำไรพิจารณาเป็นเกณฑ์รอง ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์อาจพิจารณาใช้หลักเกณฑ์อื่นๆ ประกอบตามที่เห็นสมควร
  • ในกรณีที่บริษัทจดทะเบียนดำเนินธุรกิจโดยผ่านการถือหุ้นในบริษัทย่อยหลายแห่ง (Holding Company) บริษัทจะถูกจัดตามประเภทธุรกิจของบริษัทย่อยที่สร้างรายได้หลักให้แก่บริษัท
  • ปัจจุบัน ตลาดหลักทรัพย์จัดบริษัทจดทะเบียนใน SET ตามกลุ่มอุตสาหกรรมและหมวดธุรกิจ โดยในปี 2558 เป็นต้นไป จะมีการจัดบริษัทจดทะเบียนใน mai ตามกลุ่มอุตสาหกรรมด้วย

โครงสร้างกลุ่มอุตสาหกรรม 8 กลุ่มและหมวดธุรกิจ 28 หมวด

1)เกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร

(Agro & Food Industry)ธุรกิจเกี่ยวกับการเพาะปลูก ทำป่าไม้ ทำปศุสัตว์ แปรรูปผลิตผลทางการเกษตร และ ผลิตอาหารและเครื่องดื่ม มี 2 หมวดธุระกิจ 1-ธุรกิจการเกษตร (Agribusiness) 2-อาหารและเครื่องดื่ม (Food & Beverage)

2)สินค้าอุปโภคบริโภค

(Consumer Products)ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตหรือตัวแทนจำหน่ายสินค้าเพื่อการอุปโภคบริโภคต่างๆ ทั้งที่เป็นสินค้าจำเป็นและสินค้าฟุ่มเฟือย มี 3 หมวดธุระกิจ 1-แฟชั่น (Fashion) 2-ของใช้ในครัวเรือนและสำนักงาน (Home & Office Products) 3-ของใช้ส่วนตัวและเวชภัณฑ์ (Personal Products & Pharmaceuticals)

3)ธุรกิจการเงิน

(Financials)อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับผู้ให้บริการทางการเงินประเภทต่างๆ มี 3 หมวดธุระกิจ 1-ธนาคาร (Banking) 2-เงินทุนและหลักทรัพย์ (Finance & Securities) 3-ประกันภัยและประกันชีวิต (Insurance)

4)สินค้าอุตสาหกรรม 

(Industrials)ธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตและจัดจำหน่ายวัตถุดิบทั่วไปที่สามารถนำไปใช้ได้ในหลายอุตสาหกรรม สินค้าขั้นต้นหรือสินค้าขั้นกลาง เครื่องมือและเครื่องจักรต่าง ๆ ที่นำไปใช้ต่อในอุตสาหกรรมการผลิตต่าง ๆ รวมถึงอุตสาหกรรมยานยนต์ มี 6 หมวดธุระกิจ

1-ยานยนต์ (Automotive) 2-วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร(Industrial Materials & Machine) 3-บรรจุภัณฑ์(Packaging) 4-กระดาษและวัสดุการพิมพ์ (Paper & Printing Materials) 5-ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ (Petrochemicals & Chemicals) 6-เหล็ก และ ผลิตภัณฑ์โลหะ (Steel and Metal Products)

5)อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 

(Property & Construction)กลุ่มอุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับผู้ผลิตวัสดุก่อสร้าง ผู้พัฒนาและบริหารอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงบริการก่อสร้างและงานวิศวกรรม มี 4 หมวดธุระกิจ 1-วัสดุก่อสร้าง (Construction Materials) 2-บริการรับเหมาก่อสร้าง (Construction Services) 3-พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ (Property Development) 4-กองทุนรวมอสังหาริม ทรัพย์และกองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์(Property Fund & Real Estate Investment Trusts)

6)ทรัพยากร 

(Resources)ธุรกิจเกี่ยวกับการแสวงหา หรือจัดการทรัพยากรต่างๆ เช่น การผลิตและจัดสรรเชื้อเพลิงพลังงาน และการทำเหมืองแร่ เป็นต้น มี 2 หมวดธุระกิจ 1-พลังงานและสาธารณูปโภค (Energy & Utilities) 2-เหมืองแร่ (Mining)

7)บริการ 

(Services)ธุรกิจในสาขาบริการต่างๆ ยกเว้นบริการทางการเงินและบริการด้านข้อมูลสารสนเทศหรือเทคโนโลยี หรือเป็นบริการที่ถูกจัดไว้ในกลุ่มอุตสาหกรรมหรือหมวดธุรกิจอื่นแล้ว มี 6 หมวดธุระกิจ 1-พาณิชย์ (Commerce) 2-การแพทย์ (Health Care Services) 3-สื่อและสิ่งพิมพ์ (Media & Publishing) 4-บริการเฉพาะกิจ (Professional Services) 5-การท่องเที่ยวและสันทนาการ  (Tourisms & Leisure) 6-ขนส่งและโลจิสติกส์ (Transportation & Logistics)

8)เทคโนโลยี 

(Technology)ธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าเทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็นสินค้าขั้นต้น ขั้นกลางหรือขั้นสุดท้าย และรวมถึงผู้ให้บริการทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มี 2 หมวดธุระกิจ 1-ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Components) 2-เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information & Communication Technology)


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

กลุ่มหุ้นธุรกิจน้ำมัน ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับความนิยม และเต็มไปด้วยบริษัทขนาดใหญ่

 กลุ่มพลังงาน (RESOURC) ถือว่ามีผลการเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นไทยอย่างมาก ด้วยมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดที่มีสัดส่วนมากถึง 20% ของ SET Index โดยเราสามารถแบ่งกลุ่มพลังงานออกเป็นกลุ่มที่ใช้เชื้อเพลิงดั้งเดิม เช่น กลุ่มหุ้นธุรกิจน้ำมัน กลุ่มหุ้นธุรกิจก๊าซธรรมชาติ กลุ่มหุ้นธุรกิจถ่านหิน และกลุ่มพลังงานทดแทน เช่น แสงอาทิตย์ น้ำ ลม 

กลุ่มหุ้นธุรกิจน้ำมัน ใครอยู่ตรงไหนบ้าง

ก่อนอื่นขออธิบายสั้นๆ ว่าวงจรธุรกิจน้ำมันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ประกอบด้วย

1-ธุรกิจต้นน้ำ ทำการสำรวจขุดเจาะแหล่งน้ำมันดิบ

2-ธุรกิจกลางน้ำ คือ โรงกลั่นน้ำมันและผลิตปิโตรเคมี

3-ธุรกิจปลายน้ำ คือ ค้าปลีกและสถานีบริการน้ำมันต่างๆ

เราไปดูกันว่าธุริกิจแต่ละส่วน ทำอะไรกันบ้าง

ธุรกิจต้นน้ำ (Upstream)

     เป็นบริษัทที่ทำการสำรวจและขุดเจาะแหล่งน้ำมันดิบ-ก๊าซธรรมชาติต่าง ๆ ทั้งในทะเลและบนบก แล้วจึงส่งน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติที่ผลิตได้ส่งต่อไปยังโรงกลั่นน้ำมัน โดยการวิเคราะห์หุ้นกลุ่มนี้ ประกอบด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ

– ราคาน้ำมันดิบ

การเคลื่อนไหวของราคาน้ำมันดิบมีผลอย่างมากต่อทิศทางผลประกอบการของธุรกิจสำรวจและขุดเจาะ เนื่องจากต้นทุนการผลิตเป็น Fixed cost ที่ค่อนข้างคงที่ ดังนั้น กำไรจะมากหรือน้อย จึงขึ้นอยู่กับราคาขายน้ำมันเป็นหลัก

– อัตราแลกเปลี่ยน

ด้วยน้ำมันดิบเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ที่อ้างอิงราคาตามตลาดโลก และธรรมชาติของธุรกิจที่มักขยายการลงทุนไปตามแหล่งปิโตรเลียมทั่วโลก ค่าเงินจึงมีผลต่อรายได้จากการขาย เช่น ถ้าขายน้ำมันดิบไปยังต่างประเทศ เมื่อค่าเงินบาทแข็งขึ้น รายได้ที่กลับเข้าก็จะลดลง แต่หากค่าเงินบาทอ่อนลง รายได้ก็จะเพิ่มขึ้นนั่นเอง

ธุรกิจกลางน้ำ (Midstream)

     เป็นกลุ่มธุรกิจโรงกลั่นที่รับน้ำมันดิบเข้าสู่กระบวนการกลั่น เพื่อผลิตออกมาเป็นน้ำมันสำเร็จรูป เช่น น้ำมันเบนซิน น้ำมันดีเซล น้ำมันหล่อลื่นพื้นฐาน น้ำมันอากาศยาน ก๊าซหุงต้ม น้ำมันเตา รวมถึงผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีและเม็ดพลาสติกต่าง ๆ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่ใช้พิจารณาหุ้นโรงกลั่น ประกอบด้วย

– ค่าการกลั่น

ความสามารถในการทำกำไรของโรงกลั่นต้องดูที่ “ค่าการกลั่น” หรือ Gross Refining Margin ซึ่งเป็นส่วนต่างระหว่างราคาน้ำมันสำเร็จรูปกับน้ำมันดิบ ยิ่งค่าการกลั่นสูง กำไรจะยิ่งเยอะขึ้นตาม สำหรับปัจจัยที่กำหนดค่าการกลั่น ก็มีทั้งความต้องการใช้ เศรษฐกิจ การขนส่ง ความสามารถในการผลิต อัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงต้นทุนน้ำมันดิบด้วย

– การบริหารสต๊อกน้ำมัน

เราคงเคยได้ยินคำว่ากำไรขาดทุนสต็อกน้ำมันอยู่บ่อย ๆ ที่เป็นแบบนี้เพราะธุรกิจโรงกลั่นต้องมีการเก็บสำรองน้ำมันดิบเอาไว้ ดังนั้น เมื่อราคาน้ำมันดิบในตลาดมีราคาถูกกว่าน้ำมันที่เก็บสำรองไว้ โรงกลั่นก็จะขาดทุนจากส่วนนี้ แต่กลับกันถ้าราคาน้ำมันดิบในตลาดแพงกว่าราคาที่เก็บสำรองไว้ โรงกลั่นก็จะมีกำไรจากสต๊อกน้ำมัน ซึ่งกำไร-ขาดทุนตรงนี้มีผลต่อภาพรวมประกอบการมากพอสมควร

ธุรกิจปลายน้ำ (Downstream)

     เป็นกลุ่มปลายน้ำที่นำน้ำมันสำเร็จรูปที่ได้จำหน่ายผ่านสถานีบริการน้ำมันต่าง โดยสิ่งที่ต้องรู้ก่อนลงทุนหุ้นปั๊มน้ำมัน ได้แก่

– ค่าการตลาดน้ำมัน

คือ ส่วนต่างระหว่างราคาขายน้ำมันหน้าสถานีกับต้นทุนน้ำมันที่รับมาจากโรงกลั่น ค่าการตลาดจึงเปรียบเสมือนอัตรากำไรขั้นต้นของปั๊มน้ำมัน มีกลไกควบคุมราคาขายจากภาครัฐ ทั้งนี้ ค่าการตลาดจะมีกลไกควบคุมจากภาครัฐให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

– การบริหารพื้นที่บริการให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ปัจจุบันปั๊มน้ำมันมีการแข่งขันรุนแรง จำเป็นต้องตั้งอยู่ในที่ดินที่มีศักยภาพ ติดถนนสายหลัก ซึ่งก็ตามมาด้วยต้นทุนที่สูง ดังนั้น ผู้ประกอบการจึงต้องมีการบริหารพื้นที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เช่นการขยายโมเดลไปยังธุรกิจค้าปลีกที่ไม่เกี่ยวข้องกับน้ำมัน (Non-oil) เป็นต้น


บทความอื่นๆ วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ขยายกรอบเพดานหนี้ จะไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลังในระยะสั้น

จากการที่คณะกรรมการวินัยการเงินการคลังมีมติเห็นชอบ ขยายกรอบเพดานหนี้ สาธารณะจาก 60% ต่อ GDP เป็น 70% ต่อ GDP เพื่อเป็นการเพิ่มพื้นที่ทางการคลังให้กับรัฐบาล และไม่เป็นอุปสรรคหากรัฐบาลมีความจำเป็นต้องกู้เงินเพื่อดำเนินนโยบายการคลังในระยะปานกลาง

ทั้งนี้ วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดจากสถานการณ์โควิดส่งผลให้ภาครัฐได้มีการใช้จ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากโควิด-19 ผ่านทางมาตรการทางการคลัง โดยผ่านแหล่งเงินงบประมาณประจำปี 2563-2564 และ พรก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท และการกู้เงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท รวมถึงการกู้เงินขาดดุลงบประมาณที่มีแนวโน้มที่จะยังอยู่ในระดับสูง ซึ่งเม็ดเงินกู้ต่างๆ เหล่านี้ ประกอบกับฐาน GDP ไทยที่หดตัวลึก คาดว่าจะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของไทยแตะระดับ 60% ต่อ GDP ในปี 2564 นี้ อย่างไรก็ดี ในหลายประเทศทั่วโลกมีสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่เพิ่มขึ้นมากเช่นกัน โดยแทบทุกประเทศทั่วโลกมีการอัดฉีดมาตรการการคลังในการเยียวยาประชากรและกระตุ้นเศรษฐกิจ ดังนั้น จะเห็นยอดหนี้สาธารณะคงค้างเพิ่มสูงขึ้นในหลายประเทศทั่วโลก

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยชี้ ขยายกรอบเพดานหนี้ สาธารณะทำรัฐต้องหารายได้เพิ่ม

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า สัดส่วนหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนนำมาสู่การขยายกรอบเพดานหนี้สาธารณะจะไม่กระทบเสถียรภาพทางการคลังในระยะสั้น โดยรัฐบาลยังมีความสามารถในการชำระหนี้ที่ครบกำหนดได้ เนื่องจากโครงสร้างหนี้สาธารณะของไทยส่วนใหญ่เป็นการระดมทุนในประเทศและเป็นหนี้ระยะยาว

ดังนั้น ความเสี่ยงที่เกิดจากปัจจัยภายนอก อาทิ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติ และอัตราแลกเปลี่ยน รวมถึงความเสี่ยงที่จะเกิดการ roll over หนี้ที่ครบกำหนดไม่ทันจึงมีอยู่จำกัด นอกจากนี้ อัตราดอกเบี้ยในปัจจุบันก็ยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก ซึ่งจะช่วยเอื้อให้ต้นทุนของภาระหนี้ (debt service burden) ในกรอบเวลาระยะสั้นนั้นยังอยู่ในระดับต่ำ

อย่างไรก็ตาม จุดสนใจอยู่ที่การบริหารจัดการการคลังในระยะกลางถึงยาวที่จำเป็นต้องมีแผนการจัดหารายได้ภาครัฐเพิ่มเติม เพื่อลดการขาดดุลทางการคลังในระยะข้างหน้า ในขณะที่การใช้งบประมาณต้องก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ขณะที่ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้นจะมีความเสี่ยงมากหรือน้อยยังอยู่ที่ความสามารถในการชำระหนี้ ซึ่งท้ายที่สุดจะขึ้นอยู่กับอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะขยายตัวได้ดีในระยะข้างหน้า ระดับหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้นอาจไม่น่ากังวลเท่าหากเศรษฐกิจมีแนวโน้มที่จะชะลอตัวหรือเติบโตในอัตราที่ต่ำ ดังนั้น บทสรุปสุดท้ายจึงอยู่การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย และขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต

ขณะที่ประธานกรรมการหอการค้าไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย นายสนั่น อังอุบลกุล ระบุ การขยายเพดานหนี้สาธารณะเป็นร้อยละ 70 ต่อ GDP เป็นหนึ่งในข้อเสนอของภาคเอกชน เพื่อให้ภาครัฐมีช่องว่างที่จะกู้เงินได้อีก 1 ล้านล้านบาท มาชดเชยผลกระทบทางเศรษฐกิจจากวิกฤตโควิด-19 รวมทั้งเตรียมพร้อมสำหรับการกระตุ้นและฟื้นฟูเศรษฐกิจในระยะต่อไป

โดยมองว่า ในช่วงไตรมาสที่ 4 ภาครัฐจำเป็นต้องอัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ 5 แสนล้านบาท และในไตรมาสที่ 1 ปีหน้าอีก 5 แสนล้านบาท เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านโครงการต่างๆ โดยที่ผ่านมา หอการค้าไทย เคยเสนอให้เพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่ง อีกคนละ 3,000 บาท ซึ่งจะทำให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเพิ่มขึ้นเป็น 1.8 แสนหมื่นล้านบาท รวมทั้งกระตุ้นการท่องเที่ยวผ่านโครงการเราเที่ยวด้วยกันเฟส 3 และทัวร์เที่ยวไทย

เชื่อว่าการขยายเพดานหนี้สาธารณะจะไม่กระทบกับเสถียรภาพการคลังในระยะยาว และหากเศรษฐกิจฟื้นตัวได้ดีขึ้น ภาครัฐก็ยังเก็บภาษีเพิ่มขึ้นได้ ซึ่งเอกชนยินดีจ่าย แต่สิ่งสำคัญที่สุดคือ รัฐต้องใช้เงินให้ตรงจุด โปร่งใส และเยียวยาช่วยเหลือภาคเศรษฐกิจและประชาชนที่เดือดร้อนจริง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

หุ้นสำหรับมือใหม่ คือการซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

หุ้นสำหรับมือใหม่ ที่ควรรู้ เกี่ยวการเล่นหุ้น หรือการลงทุนในหุ้น คือการซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ในการเทรดหุ้นนั้น มีอยู่ด้วยกันสองตลาด คือ ตลาดแรก และตลาดรอง การซื้อขายในตลาดแรก หรือการเทรดหุ้นหุ้น IPO (Initial Public Offering) เกิดจากการที่บริษัทต้องการระดมทุนจากนักลงทุนเพื่อขยายกิจการ โดยราคาหุ้นจะถูกกำหนดไว้ให้นักลงทุนมาจับจอง ในการซื้อหุ้น IPO นั้นจะต้องจองซื้อผ่านผู้จัดจำหน่ายเท่านั้น เช่น บริษัทหลักทรัพย์ หรือตัวแทนจำหน่ายหลักทรัพย์ ที่บริษัทหลักทรัพย์แต่งตั้ง ส่วนการเทรดหุ้นหลังจากนั้น จะเป็นการซื้อขายหุ้นในตลาดรอง ซึ่งเป็นการซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ที่เราได้ยินกันบ่อยๆ นั่นเอง ราคาของหุ้นในตลาดหลักทรัพย์จะเปลี่ยนแปลงตามผลการดำเนินการของบริษัท และสภาวะตลาดตามหลักของ demand supply

หุ้นสำหรับมือใหม่ ต้องรู้อะไรบ้าง

ผลตอบแทนที่ได้รับ

1- กำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น (Capital Gain)

หรือกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่เราซื้อมากับราคาที่เราขายไป มักเป็นกิจการที่เติบโตดี (Growth Stock) กำไรเติบโตต่อเนื่อง แต่ต้องวิเคราะห์ และทำการบ้านค่อนข้างมาก โดยมีโอกาสทำกำไรได้มาก หากต้องการสร้างพอร์ตควรเน้นกลุ่มนี้ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งการลงทุน และการเก็งกำไร แต่มีทั้งโอกาสสร้างกำไร และขาดทุน

2-เงินปันผล (Dividend)

หรือเงินส่วนแบ่งผลกำไร จากการดำเนินงานของบริษัท ในระหว่างปีที่นำมาจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้น เรียกว่า “เงินปันผล” มักเป็นกิจการมั่นคง กระแสเงินสดดี ผลตอบแทนจะประมาณ 3-6% ตามแต่ละบริษัท และผลดำเนินงาน โดยให้ผลตอบแทนมากกว่าฝากธนาคาร แต่ ก็มีความเสี่ยงมากกว่า แต่จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนระยะยาว มักเรียกการลงทุนแบบนี้ว่า การลงทุนสไตล์ห่านทองคำ กินเงินปันผลไปเรื่อยๆ

ความเสี่ยง

ความเสี่ยงจากการลงทุนในหุ้นหรือการเทรดหุ้นอาจมองได้เป็น 2 ส่วนเช่นกัน คือ ความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน และความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก ความเสี่ยงจากปัจจัยภายใน เกิดจากตัวบริษัทเอง เช่นการดำเนินการของบริษัท หรือคณะผู้บริหาร ส่วนความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกมีได้มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม อัตราแลกเปลี่ยนเงินกรณีเป็นบริษัทที่มีธุรกรรมกับต่างประเทศ หรือปัจจัยอื่นๆ ที่มีผลต่อธุรกิจ เช่น น้ำท่วม พายุ ความกดดันทางการเมือง ซึ่งล้วนแล้วแต่มีผลต่อราคาหุ้น

นักลงทุนมีหลายประเภท

1-นักลงทุนแนวปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental)

นักลงทุนแนวพื้นฐาน ต้องเข้าใจในบริษัทที่ลงทุนเป็นอย่างดี ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกซื้อหุ้นมักศึกษาข้อมูลของบริษัทอย่างถี่ถ้วน วิเคราะห์แนวโน้มและความได้เปรียบของธุรกิจ ดูความสามารถของผู้บริหาร อ่านและตีความงบการเงินต่างๆ หลังจากนั้นจะประเมินมูลค่าหุ้นของบริษัทออกมาเป็นตัวเลข หากราคาหุ้นในตลาดถูกกว่ามูลค่าหุ้นตามปัจจัยพื้นฐานในอัตราส่วนที่น่าสนใจ จึงจะตัดสินใจเข้าซื้อเพื่อลงทุน และจะถือต่อในระยะเวลานานตราบที่ธุรกิจยังเติบโตและรักษาอัตรากำไรได้ดีต่อเนื่อง นักลงทุนประเภทนี้เชื่อว่าผลประกอบการจะสะท้อนออกมายังราคาหุ้น(ไม่ช้าก็เร็ว) และมองการซื้อหุ้นเสมือนการซื้อกิจการ จึงไม่นิยมขายหุ้นออกบ่อยๆ นอกเสียจากปัจจัยพื้นฐานของบริษัทนั้นจะเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน

2-นักลงทุนแนวเทคนิค (Technical)

นักลงทุนแนวเทคนิคอล จะสนใจพฤติกรรมของราคาหุ้น โดยอาศัยข้อมูลการซื้อขายในอดีตทั้งราคาและปริมาณการซื้อขายมาใช้ในการวิเคราะห์เพื่อทำนายทิศทางราคาหุ้นในอนาคต นักลงทุนแนวเทคนิคเชื่อว่าราคาที่ปรากฏได้สะท้อนปัจจัยทุกอย่างทั้งหมดแล้วจึงไม่จำเป็นต้องศึกษาข้อมูลพื้นฐานที่มีมากมาย นักลงทุนแนวเทคนิคอาจไม่จำเป็นต้องรู้ด้วยซ้ำว่าหุ้นที่ซื้อทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไร มีผลประกอบการอย่างไร หรือใครเป็นผู้บริหาร แต่จะซื้อเมื่อสัญญาณทางเทคนิคระบุว่าต้องซื้อ และจะขายเมื่อสัญญาณทางเทคนิคระบุว่าต้องขาย นอกจากนั้นยังต้องมีจุด cut loss ที่ระบุไว้อย่างชัดเจน หากราคาหุ้นไม่เป็นไปตามคาด ก็จะต้องขายตัดขาดทุน(cut loss)อย่างมีวินัย นักลงทุนประเภทนี้จะมีโอกาสขาดทุนหรือกำไรในช่วงเวลาสั้นๆ บางคนอาจซื้อขายในรอบหนึ่งวัน หนึ่งสัปดาห์ หรือเล่นในแนวโน้มใหญ่รายเดือนก็ได้


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

หุ้น หรือการลงทุนในหุ้น คือ การซื้อหุ้นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์

ถ้าคุณเคยฝันอยากเป็นเจ้าของกิจการ เราไม่จำเป็นต้องทำธุรกิจให้เหนื่อยเอง แต่เราสามารถเลือกลงทุนใน หุ้น แทน แล้วเติบโตไปกับกิจการที่เราต้องการเป็นเจ้าของ โดยผู้ถือหุ้น จะมีฐานะเป็น “เจ้าของกิจการ” ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสีย หรือมีสิทธิในทรัพย์สิน และรายได้ของกิจการ รวมทั้งโอกาศได้รับผลตอบแทนเป็นเงินปันผล (Dividend) ซึ่งขึ้นอยู่กับกำไล และข้อตกลงของกิจการนั้นๆ

โดยทั่วไป หุ้น แบ่งออกเป็น 2ประเภท

1-หุ้นสามัญ (Common Stock) เป็นตราสารที่ออกโดยบริษัทมหาชนจำกัด (บมจ.) ที่ต้องการระดมเงินทุนจากประชาชน โดยผู้ถือหุ้นสามัญจะมีสิทธิร่วมเป็นเจ้าของบริษัท มีสิทธิในการออกเสียงลงมติในที่ประชุมผู้ถือหุ้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถือครองอยู่ กล่าวคือ ร่วมเป็นผู้ตัดสินใจในปัญหาสำคัญในที่ประชุมผู้ถือหุ้น เชน่ การเพิ่มทุน การจ่ายเงินปันผล การควบรวมกิจการ ฯลฯ นอกจากนี้ผู้ถือหุ้นสามัญยังมีสิทธิได้รับเงินปันผลเมื่อบริษัทมีผลกำไร และมีโอกาสได้รับกำไรจากส่วนต่างของราคาเมื่อราคาหลักทรัพย์ ปรับตัวสูงขึ้นตามศักยภาพของบริษัท รวมถึงมีโอกาสได้รับสิทธิในการจองซื้อหุ่นออกใหม่เมื่อบริษัทเพิ่มทุน หรือจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิ ต่างๆให้แก่ผู้ถือหุ้น

2-หุ้นบุริมสิทธิ (Preferred Stock) เป็นตราสารที่ผู้ถือมีส่วนร่วมเป็นเจ้าของกิจการเช่นเดียวกับหุ้นสามัญ แม้จะไม่มีสิทธิในการออกเสียงลงมติในทประชุมผู้ถือหุ้น แต่เมื่อกิจการมีผลกำไรจากการดําเนินงาน ผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิจะได้รับเงินปันผลในอัตราคงที่ซึ่งอาจจะมากหรือน้อยกว่าผู้ถือหุ้นสามัญก็ได้ ขณะเดียวกันหากกิจการนั้นต้อเลิกกิจการ และมีการชำระบัญชี โดยการขายทรัพย์สิน ผู้ถือหุ้น บุริมสิทธิ ก็จะได้รับเงินคืนทุนก่อนผู้ถือหุ้นสามัญ

ผลตอบแทนจะแบ่งเป็น 2 อย่าง หลักๆ

1- กำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้น (Capital Gain)

หรือกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่เราซื้อมากับราคาที่เราขายไป มักเป็นกิจการที่เติบโตดี (Growth Stock) กำไรเติบโตต่อเนื่อง แต่ต้องวิเคราะห์ และทำการบ้านค่อนข้างมาก โดยมีโอกาสทำกำไรได้มาก หากต้องการสร้างพอร์ตควรเน้นกลุ่มนี้ ซึ่งสามารถเป็นได้ทั้งการลงทุน และการเก็งกำไร แต่มีทั้งโอกาสสร้างกำไร และขาดทุน

2-เงินปันผล (Dividend)

หรือเงินส่วนแบ่งผลกำไร จากการดำเนินงานของบริษัท ในระหว่างปีที่นำมาจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้น เรียกว่า “เงินปันผล” มักเป็นกิจการมั่นคง กระแสเงินสดดี ผลตอบแทนจะประมาณ 3-6% ตามแต่ละบริษัท และผลดำเนินงาน โดยให้ผลตอบแทนมากกว่าฝากธนาคาร แต่ ก็มีความเสี่ยงมากกว่า แต่จะมีการหักภาษี ณ ที่จ่าย 10% โดยส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนระยะยาว มักเรียกการลงทุนแบบนี้ว่า การลงทุนสไตล์ห่านทองคำ กินเงินปันผลไปเรื่อยๆ


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

หุ้น IPO คือ การเสนอขายหุ้นครั้งแรกของบริษัท ให้กับสาธารณะชน

หุ้น IPO หรือที่เรียกกันแบบเต็มๆว่า Initial Public Offering คือการเสนอขายหุ้นครั้งแรกของบริษัท ให้กับสาธารณะชน และบุคคลทั่วไป อย่างเราๆ หรือที่เรียกกันว่า “นักลงทุน” ซึ่งจะทำให้บริษัทเปลี่ยนสถานะจากบริษัทเอกชน (Private Company) เป็นบริษัทมหาชน (Public Company) สำหรับพวกเราทุกคน เพื่อให้เราทุกคนได้ลงทุน

หุ้น IPO ได้กำไรจริงหรือ

หุ้นIPO ถือเป็นความฝันของนักลงทุนหลายๆ ท่าน ซึ่งอาจมาจากความเชื่อที่ว่า หากเราได้ราคา IPO วงใน ตอนเปิดตัวให้ซื้อขายในตลาด ราคาจะดีดขึ้น และเราสามารถขายทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ แต่เราจะรู้ได้อย่างไรว่าหุ้นIPO ที่เราจองซื้อจะกำไร หรือราคาหุ้นจะสูงขึ้นในวันแรกที่เข้าเทรด คำตอบคือ ไม่มีใครรู้ เพราะการเคลื่อนไหวของราคาหุ้นขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ ปัจจัยพื้นฐานของบริษัท การกำหนดราคา และภาวะตลาด เพราะฉะนั้นแล้วจึงเป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง ก่อนที่จะตัดสินใจจอง หรือซื้อหุ้นIPO กันในวันแรกที่เทรดในกระดานหุ้น เพราะอาจทำให้เราเจ๊งได้แบบไม่ทันตั้งตัวเลยทีเดียว

อยากได้หุ้นIPO ต้องทำอย่างไร?

1-จองหุ้นIPO ก่อนเข้าตลาด

เป็นวิธีที่บริษัทจะประกาศให้จองหุ้นIPO ผ่านโบรคเกอร์ต่างๆ ให้นักลงทุนที่สนใจสามารถเข้าจองหุ้นIPO ได้ ในราคาที่กำหนดไว้ แต่ในความเป็นจริง หุ้นจะมีจำนวนจำกัด ไม่ใช่ว่ารายย่อย หรือมือใหม่ จะจองกันได้ทุกคน พวกนี้มีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น การกำหนดโควต้าการจองหุ้นIPO ให้กับนักลงทุนบางคนบางกลุ่ม ที่มีปริมาณการซื้อขายเยอะๆ หรือให้กับลูกค้ากลุ่มพิเศษที่มีสายสัมพันธ์ที่ดีกับทางบริษัทนั้นๆ ยิ่งเป็นหุ้นIPO ของบริษัทใหญ่ด้วยแล้ว มือใหม่อย่างเราหาโอกาสจะจองหุ้นIPO แบบนี้จึงยากมาก

2- ซื้อหุ้นIPO เมื่อเข้าเทรดในวันแรก

การเข้าเทรดในวันแรก เป็นวันที่รอคอยของนักเก็งกำไรอีกวันหนึ่ง คือวันแรกที่หุ้น IPO เข้ามาเทรดบนกระดานหุ้น ราคาหุ้นจะขึ้นลงอย่างตื่นตาตื่นใจ บางตัวพุ่งแรงไปกว่าหลายเท่าตัวของราคาจอง IPO เลย แต่บางตัวราคาหุ้นกลับต่ำกว่าราคาจอง IPO ซึ่งก็มีอยู่หลายตัว แต่บางตัวราคาช่วงเช้าขึ้นไปหลายสิบเปอร์เซ็นต์ แต่พอช่วงบ่ายใกล้ๆปิดตลาด กลับถูกแรงเทขายทำกำไรออกมาอย่างรวดเร็ว จนราคาต่ำกว่าราคาจอง IPO ทำให้มือใหม่ที่เข้าไปเล่น กลายเป็นแมงเม่าน้อยหลงบินเข้าไปในกองไฟตามระเบียบ

ต้องมีเงินเท่าไหร่ถึงจะจองซื้อหุ้น IPO ได้?

การจองซื้อหุ้น IPO ในแต่ละครั้งจะใช้เงินไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับจำนวนการจองซื้อขั้นต่ำที่แต่ละบริษัทกำหนด อีกทั้งขึ้นอยู่กับวิธีการกระจายหุ้น หากบริษัทเลือกกระจายหุ้นผ่านโบรกเกอร์ นักลงทุนที่ไม่ใช่ลูกค้าก็อาจไม่ได้รับสิทธิการจองซื้อหุ้น เช่น

กรณีหุ้น OR หรือ บมจ.ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก ใช้วิธี Small Lot First ในการกระจายหุ้น โดยกำหนดขั้นต่ำของการจองซื้อไว้ที่ 300 หุ้น ราคา 18.00 บาทต่อหุ้น หรือใช้เงินเพียง 5,400 บาทก็สามารถจองซื้อหุ้นได้ อีกทั้งยังเปิดให้จองซื้อผ่านทั้งสาขา เว็บไซต์ และแอพพลิเคชั่นของธนาคาร ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยทั่วไปสามารถเข้าถึงการจองซื้อหุ้นได้เหมือนๆ กัน

ขณะที่หุ้น IPO บมจ.เพรสซิเด้นท์ ออโตโมบิล อินดัสทรีส์ (PACO) ใช้วิธีการกระจายหุ้นผ่านโบรกเกอร์ ส่งผลให้นักลงทุนรายย่อยทั่วไปไม่ได้สิทธิจองซื้อหุ้นเหมือนกันทุกคน


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com