ธปท มองบวกไทย เปิดประเทศ คาดจะเห็นการฟื้นตัว

ธปท. มองบวกไทย เปิดประเทศ 1 พ.ย. คาดจะเห็นการฟื้นตัว แต่ได้ประเมินกรณีเลวร้ายหากมีความเสี่ยงโควิดระบาด จีดีพีอาจต่ำกว่า 0.7%

ธปท.มองบวกไทย เปิดประเทศ 1 พ.ย.

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการหลายแห่งในเดือนต.ค. เห็นสัญญาณหลายธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ภาคการผลิตดีขึ้นตามกำลังซื้อที่ค่อยๆ ปรับตัวดี และตามกิจกรรมเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัว รวมทั้งภาคบริการรับผลบวกจากการผ่อนคลายควบคุมการระบาด และยังเห็นสัญญาณแรงงานย้ายถิ่นและเลิกจ้างลดลง เริ่มเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับเข้าพื้นที่อุตสาหกรรมบ้างแล้ว แต่ยังต้องติดตามความเปราะบางต่อเนื่อง เพราะยังมีจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 39 เพิ่มขึ้น สะท้อนคนตกงานยังไม่สามารถเข้าทำงานในระบบ

นอกจากนี้ ในเดือน ต.ค.ยังเห็นทิศทางเงินบาทกลับมาแข็งค่า จากการที่ไทยเตรียมเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยก่อนหน้านี้เงินบาทในเดือน ก.ย.อ่อนค่าเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้น ด้านเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.ย.กลับมาเพิ่มขึ้นหลังจากสิ้นสุดมาตรการลดค่าไฟฟ้าและน้ำประปา และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ โดยคาดเงินเฟ้อของปี 64 จะเข้าสู่กรอบล่าง 1%

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนก.ย. 2564 ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน หลังมีการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ส่งผลให้เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้น ด้านการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นบ้างตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัว ทั้งนี้ อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัว ประกอบกับปัญหา supply disruption จากการปิดโรงงานในไทยที่คลี่คลายทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในหลายหมวด ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจผ่านรายจ่ายประจำและเงินโอน สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในเกือบทุกหมวด จาก 1. การทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด และการฉีดวัคซีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้นทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม รายได้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มปรับดีขึ้น 2. ผลของอุปสงค์คงค้าง (pent-up demand) จากช่วงก่อนหน้า และ 3. มาตรการภาครัฐที่ยังช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง

คาดเศรษฐกิจไทยในปี 65 จะเข้าสู่โหมดของการฟื้นฟูภาคธุรกิจ โดยธปท.ได้มีสินเชื่อฟื้นฟูไว้รองรับธุรกิจที่ต้องการสภาพคล่อง และธปท.สนับสนุนปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงที่เริ่มฟื้นฟูมากขึ้น จากคนมีภาระหนี้ในช่วงโควิด ก็ควรเบาตัว และเข้าสู่โหมดปรับโครงสร้างหนี้ ค่อยๆแบ่งเบาภาระหนี้ในอนาคต โดยเครื่องมือที่มีอยู่ยังช่วยเหลือได้ แต่ยังตอบไม่ได้ว่ามาตรการปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ อาจต้องดูหลายมาตรการร่วมกัน

โดยการใช้จ่ายภาครัฐ ยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ จากรายจ่ายประจำที่ขยายตัวต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ตามรายจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร และรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้า และบริการ ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัวจากผลของฐานสูง ที่มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลกลางในปีก่อน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลงจากเดือนก่อน และโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่หลายประเทศยังมีมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศอยู่


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ปิดตลาดหุ้นไทยลบ 0.88 จุด ย่อตัวลงเหตุ นลท.ชะลอซื้อรอปัจจัยใหม่

29 ตุลาคม 2564 ปิดตลาดหุ้นไทยลบ 0.88 จุด อยู่ที่ระดับ 1,623.43 จุด ด้วยมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 66,747 ล้านบาท แกว่งไซด์เวย์ในกรอบแคบๆ จากการที่นักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอลงทุน

ปิดตลาดหุ้นไทยลบ 0.88 จุด

วันนี้ ดัชนี SET Index ปิดตลาด อยู่ที่ระดับ 1,623.43 จุด ปรับลง 0.88 จุด หรือคิดเป็น -0.05% ด้วยมูลค่าซื้อขายรวมทั้งสิ้น 66,747 ล้านบาท เคลื่อนไหวในกรอบ 1,619.14-1,629.25 จุด โดยตลาดเคลื่อนไหวในแดนบวกสลับลบ นักลงทุนส่วนใหญ่ชะลอลงทุนไปก่อน เพื่อรอดูความคืบหน้าในปัจจัยต่างๆ เพื่อตัดสินใจลงทุนช่วงหลังจากนี้ อาทิ การผ่อนคลายมาตรการคุมเข้มของ ศบค. รวมไปถึงการขายออกของหุ้นเดลต้า กดดันดัชนี 1.6 จุด ส่วนตลาดเอ็มเอไอ ปิดที่ 558.65 จุด เพิ่มขึ้น 2.36 จุด หรือ 0.42% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 5,619.19 ล้านบาท

โดย นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า ตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์กรอบแคบ เนื่องจากไม่มีประเด็นใหม่เข้ามากระตุ้น และตลาดฯอยู่ในช่วงรอการทยอยประกาศผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน และการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) สัปดาห์หน้าเป็นหลัก รวมถึงนักลงทุนก็ยังรอติดตามผลการเปิดประเทศแล้วจะได้รับการตอบรับจากต่างชาติมากแค่ไหน

ด้านน.ส.วิลาสินี บุญมาสูงทรง ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บล. โกลเบล็ก กล่าวว่า กลยุทธ์การลงทุนระยะนี้แนะนำลงทุนในหุ้นอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จาก ธปท.ผ่อนคลยกฎแอลทีวีเป็น 100% ชั่วคราวจนถึงสิ้นปี 65 นี้ รวมไปถึงธีมเปิดเมืองที่เปิดรับนักท่องเที่ยวจาก 46 ประเทศตั้งแต่วันที่ 1 พ.ย. หุ้นกลุ่มท่องเที่ยว รวมไปถึงหุ้นกลุ่มขนส่งจากการยกเลิกเคอร์ฟิวทำให้เกิดการเดินทางมากขึ้น และหุ้นห้างสรรพสินค้า หุ้นกลุ่มร้านอาหาร รวมไปถึงค้าปลีกที่ผู้บริโภคจะออกมาจับจ่ายซื้อสินค้านอกบ้าน และรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้น

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีมูลค่าการซื้อขายสูงสุด 5 หลักทรัพย์ ได้แก่

1.TFM ปิดที่ 14.50 บาท เพิ่มขึ้น 1.00 บาท

2.KBANK ปิดที่ 141.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.00 บาท

3.BANPU ปิดที่ 11.40 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาท

4.PTT. ปิดที่ 38.00 บาท ลดลง -0.25 บาท

5.SCB ปิดที่ 126.00 บาท เพิ่มขึ้น 3.50 บาท


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นวันทำการซื้อขายสุดท้ายของเดือนต.ค.

ดัชนี ดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น ซึ่งเป็นวันทำการซื้อขายสุดท้ายของเดือนต.ค. ขณะที่นักลงทุนจับตาการเปิดเผยผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน ณ เวลา 20.52 น.ตามเวลาไทย ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์อยู่ที่ 35,762.80 จุด บวก 32.32 จุด หรือ 0.09%

ดาวโจนส์ปรับตัวขึ้น

ดัชนีดาวโจนส์ปิดตลาดพุ่งขึ้นกว่า 200 จุดวานนี้ ขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทเมอร์ค แอนด์ โค และฟอร์ด มอเตอร์ แม้ว่าตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 3 ของสหรัฐขยายตัวเพียง 2% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบกว่า 1 ปี

ราคาหุ้นแอปเปิลดิ่งลงกว่า 3% ในการซื้อขายวันนี้ หลังเปิดเผยรายได้ต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ ซึ่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนพ.ค.2560 ส่วนราคาหุ้นแอมะซอนร่วงลง 4%

อย่างไรก็ดี ราคาหุ้นเอ็กซอน โมบิล และเชฟรอนดีดตัวขึ้นขานรับผลประกอบการที่แข็งแกร่ง

บริษัทกว่า 50% ในดัชนี S&P 500 ได้รายงานผลประกอบการในไตรมาส 3 แล้ว โดยมากกว่า 80% ในจำนวนดังกล่าวมีผลประกอบการสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ และนักวิเคราะห์คาดว่าบริษัทจดทะเบียนจะมีการขยายตัวของกำไรในไตรมาส 3 เพิ่มขึ้นถึง 38.6%

ดัชนีดาวโจนส์มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นในสัปดาห์นี้เป็นสัปดาห์ที่ 4 ติดต่อกัน นอกจากนี้ นับตั้งแต่ต้นเดือนต.ค. ดัชนีดาวโจนส์ดีดตัวขึ้น 5.6% ขณะที่ดัชนี S&P 500 ทะยานขึ้น 6.7% ทำสถิติปรับตัวขึ้นรายเดือนมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนพ.ย.2563 ส่วนดัชนี Nasdaq พุ่งขึ้น 6.9%

ข้อมูลจาก “Stock Trader’s Almanac” ระบุว่า ตลาดหุ้นวอลล์สตรีทมักดีดตัวขึ้นในเดือนต.ค และปรับตัวขึ้นจนถึงสิ้นปี โดยเดือนต.ค.ถือเป็นจุดเริ่มต้นของช่วงขาขึ้นตามฤดูกาลของราคาหุ้น ขณะที่ดัชนี S&P 500 ดีดตัวขึ้นเฉลี่ย 0.8% ในเดือนต.ค. ก่อนที่จะพุ่งขึ้น 1.6% ในเดือนพ.ย. และ 1.5% ในเดือนธ.ค.

โดยนักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในวันที่ 2-3 พ.ย. โดยคาดว่าเฟดอาจปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตรตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมครั้งนี้

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐยังเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค.

เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PCE พื้นฐานเพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนก.ย. สอดคล้องกับเดือนส.ค.

ทั้งนี้ ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้างมากกว่าข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จากกระทรวงแรงงานสหรัฐ


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ดอลลาร์แข็งค่า หลังตลาดกังวลภาวะเงินเฟ้อ

ดอลลาร์แข็งค่า หลังตลาดกังวลภาวะเงินเฟ้อ

ดอลลาร์แข็งค่า เมื่อเทียบสกุลเงินหลักในวันนี้ โดยได้แรงหนุนจากการคาดการณ์ที่ว่า ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าที่คาดไว้ หลังการพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อ

ดอลลาร์แข็งค่า

วันที่ 29 ตุลาคม 2564 เวลา 23.01 น.ตามเวลาไทย ดอลลาร์แข็งค่า0.44% สู่ระดับ 114.06 เยน ขณะที่ยูโรปรับตัวลง 0.74% สู่ระดับ 131.65 เยน และร่วงลง 1.18% สู่ระดับ 1.154 ดอลลาร์ ส่วนดัชนีดอลลาร์ ซึ่งเป็นดัชนีวัดความเคลื่อนไหวของดอลลาร์เมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก 6 สกุลในตะกร้าเงิน บวก 0.95% สู่ระดับ 94.23

กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCE) ทั่วไป ซึ่งรวมหมวดอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PCE ทั่วไปพุ่งขึ้น 4.4% ซึ่งเป็นการปรับตัวขึ้นมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนม.ค.2534

ดัชนี PCE ได้รับแรงหนุนจากการพุ่งขึ้นของราคาอาหารและพลังงาน ส่วนดัชนี PCE พื้นฐาน ซึ่งไม่นับรวมหมวดอาหารและพลังงาน และเป็นมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ให้ความสำคัญ เพิ่มขึ้น 0.2% ในเดือนก.ย. เมื่อเทียบรายเดือน หลังจากเพิ่มขึ้น 0.3% ในเดือนส.ค. เมื่อเทียบรายปี ดัชนี PCE พื้นฐานเพิ่มขึ้น 3.6% ในเดือนก.ย. สอดคล้องกับเดือนส.ค.

ทั้งนี้ ดัชนี PCE ถือเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อ ที่สามารถตรวจจับการเปลี่ยนแปลงในพฤติกรรมของผู้บริโภค และครอบคลุมราคาสินค้าและบริการในวงกว้าง มากกว่าข้อมูลดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จากกระทรวงแรงงานสหรัฐ นักลงทุนจับตาการประชุมนโยบายการเงินของเฟดในวันที่ 2-3 พ.ย. โดยคาดว่าเฟดจะปรับลดวงเงินในโครงการซื้อพันธบัตร ตามมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (QE) ในการประชุมครั้งนี้


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

CPF ยกเลิการซื้อบริษัท BiltOil

CPF ยกเลิการซื้อบริษัท BiltOil ธุรกิจฟาร์มสุกรในรัสเซีย

ประเทศรัสเซีย (Limited Liability Company BiltOil หรือ “ BiltOil LLC.”) เนื่องจากการดำเนินการภายใต้เงื่อนไขบังคับก่อน ตามที่ระบุไว้ในสัญญากำหนดกรอบแผนการซื้อขายหุ้นไม่เสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงส่งผลให้สัญญาดังกล่าวสิ้นผล

CPF ยกเลิการซื้อบริษัท BiltOil

นางกอบบุญ ศรีชัย เลขานุการบริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ได้เผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศผ่านตลาดหลักทรัพย์วันนี้ (29 ตุลาคม 2564) เรื่องการเข้าซื้อบริษัทย่อยใหม่ในประเทศรัสเซีย (Limited Liability Company BiltOil หรือ “BiltOil LLC.”) ตามหนังสือที่ บมจ. จภอ. 034/2564 ลงวันที่ 17 พฤษภาคม 2564 นั้น เนื่องจากการดำเนินการภายใต้เงื่อนไขบังคับก่อนระบุไว้ในสัญญากำหนดกรอบแผนการซื้อขายหุ้นไม่เสร็จสมบูรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด จึงส่งผลให้สัญญาดังกล่าวสิ้นผล และรายการเข้าซื้อลงทุนดังกล่าวถูกยกเลิกไป

อนึ่ง เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2564 บริษัทฯ แจ้งต่อตลท. ว่า เมื่อวันที่ 17 พ.ค.2564 Charoen Pokphand Foods (Overseas) LLC. และ CPF Netherlands B.V. I ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของบริษัทฯ ได้เข้าลงนามทำสัญญากำหนดกรอบแผนการซื้อขายหุ้นใน Limited Liability Company BiltOil (BiltOil LLC.) กับ Aleinikov Sergey Valerievich และ Shamikhin Oleg Albertovich (Framework Agreement) เพื่อเข้าซื้อเงินลงทุนทั้งหมดใน BiltOil LLC. โดยคาดราคาซื้อขายเบื้องต้นอยู่ที่ 950,000,000 รัสเซียรูเบิลหรือเทียบเท่าประมาณ 404 ล้านบาท (อ้างอิงอัตราแลกเปลี่ยน ณ วันที่ 17 พ.ค.2564 เท่ากับ 0.4253 บาท ต่อ 1 รัสเซียรูเบิล ) และบริษัทฯ คาดว่าการเข้าทำรายการจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3/64

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

5 หนังสือการเงิน เล่มไหนดี เล่มไหนน่าสนใจ

เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” เมื่อได้เห็นหรือได้ยินโฆษณาการชักชวนให้ลงทุนหุ้นหรือออมในประกันต่างๆ หลายๆคนก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะลงทุนหุ้น เพราะยังไม่กล้ารับความเสี่ยงมาก บ้างก็รู้สึกว่าการเล่นหุ้นนั้นเหมือนกับการเล่นพนันที่มีแต่เสียมากกว่าได้ แต่จริงๆ แล้วการเริ่มต้นเล่นหุ้นนั้นก็เหมือนการหัดปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนและศึกษา เพื่อไม่ให้คุณเสียเวลาวันนี้จึงพามารู้จักกับ 5 หนังสือการเงิน

5 หนังสือการเงิน

1- พ่อรวยสอนลูก

ผู้เขียน :  Robert T. Kiyosaki (โรเบิร์ต ที. คิโยซากิ)

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : ซีเอ็ดยูเคชั่น

20 ปีมาแล้วที่หนังสือ “Rich Dad Poor Dad” หรือ “พ่อรวยสอนลูก” ซึ่งเขียนโดย “โรเบิร์ต ที. คิโยซากิ” เป็นเหมือนจุดเริ่มต้นความรู้ทางการเงินส่วนบุคคลสำหรับคนทั่วโลก ด้วยคำสอนทางการเงินของพ่อรวย ที่สวนกระแสกับกูรูรุ่นเก่า ๆ และความเชื่อแบบเดิม ๆ ทำให้ใครหลายคนหันมาสนใจหนังสือเล่มนี้ โดยหนังสือเล่มนี้จะสอนตั้งแต่ในเรื่องของความคิดหรือแนวความคิดทางการเงิน ซึ่งจะมาในรูปแบบการบอกเล่าผ่านเรื่องราวในแบบคําสอนของพ่อให้กับลูก เกี่ยวกับความเชื่อผิดๆ 

2-Money 101

ผู้เขียน : จักรพงษ์ เมษพันธุ์

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : ซีเอ็ดยูเคชั่น

การเทรดหุ้นเทคนิคนั้นจะต้องอาศัยความรวดเร็วในการตัดสินใจซื้อหรือขาย จนทำให้นักลงทุนต้องเจ็บตัวจากความผิดพลาดเพราะไม่มีวิจารณญาณที่มากพอในการตัดสินใจหลายๆ ครั้ง หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลทั้งพื้นฐานและกลยุทธ์ต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถประเมินจังหวะในการเทรดหุ้นได้ดียิ่งขึ้น เขียนโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดหุ้นระดับโลก ในหนังสือยังพยายามจะให้ผู้อ่าน สามารถเข้าใจสภาพตลาดเพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเก็งกำไรและได้ผลตอบแทนจริงๆ โดยที่ไม่เจ็บตัวอีกด้วย

3-คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า : The Intelligent Investor

ผู้เขียน : Benjamin Graham (เบนจามิน เกรแฮม)

ผู้แปล : พรชัย รัตนนนทชัยสุข

สำนักพิมพ์ : วิสดอมเวิร์ค เพรส

คัมภีร์การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ที่เขียนโดยผู้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งการลงทุนแบบเน้นคุณค่า และยังเป็นหนังสือที่ “Warren Buffett” นักลงทุนที่รวยที่สุดในโลก ยกย่องว่าเป็นหนังสือการลงทุนที่ดีที่สุดอีกด้วย เนื้อหาของหนังสือเล่มนี้จะกล่าวถึงทัศนคติในการลงทุนที่ถูกต้อง กลยุทธ์การลงทุนสำหรับนักลงทุนแต่ละประเภท การมีมุมมองอันเหมาะสมต่อความผันผวนของตลาดหุ้น รวมถึงเรื่องของนโยบายการลงทุน และกรณีศึกษาที่หลากหลาย อธิบายเนื้อหาโดยละเอียด เป็นลำดับขั้นตอน สามารถนำไปปฏิบัติได้จริง สำหรับนักลงทุนทุกท่านไม่ควรพลาด!

4-ตีแตก : กลยุทธ์การเล่นหุ้นในภาวะวิกฤต

ผู้เขียน :  ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Nationbooks

สำหรับคนที่เล่นหุ้นคงไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอนสำหรับ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าระดับประเทศ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะนำเสนอแนวทางเพื่อเป็นเครื่องมือในการลงทุนในหุ้น เพื่อให้เกิดความคิดและมีวิจารณญาณได้ว่าการลงทุนไม่ใช่เรื่องที่ควรหลบเลี่ยง ไม่ใช่เรื่องของความเสี่ยงแต่เป็นศาสตร์ที่ควรมีไว้ติดตัวทุกคน คนที่มีเงินเหลือจากการบริโภคในปัจจุบันสามารถนำเงินที่มีนั้นไปลงทุนให้เกิดผลตอบแทนสูงกว่าการนำเงินไปฝากธนาคาร เนื้อหาภายในจะให้ความรู้ที่ควรจะต้องศึกษาก่อนที่เข้าไปลงทุน โดยแนะนำว่าการลงทุนในหลักทรัพย์นั้นต้องทำให้เหมือนกับการเข้าหุ้นทำธุรกิจ, ค้นหาสไตล์การลงทุนของตัวเอง, ค้นหาหุ้นที่จะซื้อและขาย, รู้จักและศึกษาแนวทางการเล่นหุ้นของนักลงทุนเอกของโลก คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์, จอร์จ โซโรส และ ปีเตอร์ ลินช์ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง

5- ศาสตร์แห่งบัฟเฟตต์ : Buffettology

ผู้เขียน : David Clark (เดวิด คลาร์ก), Mary Buffett (แมรี บัฟเฟตต์)

ผู้แปล : ดร. สมจินต์ ศรไพศาล,เจริญ ชโยภาส,อนิณ เมฆสุขใส,สันติ ชินศิริโชคชัย,อดุลพล จารุเกศนันท์

สำนักพิมพ์ : เนชั่นบุ๊คส์

พบกับหลักการลงทุนที่ไม่เคยเปิดเผยมาก่อนของ “วอร์เรน บัฟเฟตต์” นักลงทุนผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก เนื้อหาที่นำเสนอในเล่มถือได้ว่าถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับการลงทุนของเขาที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมาเลยก็ว่าได้ ด้วยข้อมูลเจาะลึกจากวงใน ที่ทำให้คุณเรียนรู้วิธีการลงทุนในแนวทางของบัพเฟตต์ ซึ่งเป็นเทคนิคลับเฉพาะที่ทำให้เขากลายเป็นคนทีติดอันดับร่ำรวยที่สุดในโลก แต่ละวิธีของเขาล้วนได้พิสูจน์มาแล้วว่าใช้ได้ดีเยี่ยมเพื่อลงทุนในหุ้นที่ยังคงเติบโตอีกนาน นอกจากนี้ยังได้เรียนรู้ถึงสมการคณิตศาสตร์ที่ตรงไปตรงมาซึ่งเขาใช้คำนวณในการลงทุน รู้จักตรวจสอบประเภทบริษัทที่บัพเฟตต์ให้ความสนใจ ตลอดจนเรียนรู้วิธีที่คุณจะนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้ เพื่อประโยชน์ในการลงทุนของคุณเองในอนาคต

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

5 หนังสือหุ้น เล่มไหนดี เล่มไหนน่าอ่าน

การลงทุนในหุ้นหรือที่หลายคนเรียกกันแบบง่ายๆ ว่า “การเล่นหุ้น” นั้น ถือเป็นการลงทุนที่ได้รับความนิยมสูงมากในปัจจุบัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ตลาดหุ้นไทยไม่ได้เป็นของใหม่แต่อย่างใด ซึ่งแน่นอนว่า ตลาดหุ้นนั้นก็ไม่ได้มีแต่ให้กำไรกับผู้ที่ลงทุนทุกราย แต่ยังมีผู้ที่ขาดทุนหรือมีคนจำนวนมากที่ถึงขั้นหมดเนื้อหมดตัวออกจากตลาดหุ้นไปก็มีเช่นกัน เพื่อไม่ให้คุณเสียเวลาวันนี้จึงพามารู้จักกับ 5 หนังสือหุ้น น่าอ่าน

 5 หนังสือหุ้น

1-เหนือกว่าวอลสตรีท : ONE UP ON WALL STREET

ผู้เขียน : Peter Lynch, John Rothchild

ผู้แปล : ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

สำนักพิมพ์ : ฟิเดลลิตี้

หนังสือเล่มนี้จะพาคุณไปรู้จักกับหลักการลงทุนของ “ปีเตอร์ ลินซ์” ที่เน้นหาหุ้น “สิบเด้ง” หรือหุ้นที่จะขึ้นไป 10 เท่าตัว ซึ่งถือเป็นความฝันที่เกิดขึ้นได้ยากของนักลงทุนทุกคนก็ว่าได้ แต่หนังสือเล่มนี้อาจมีตัวช่วยครับ เพราะถูกเขียนโดยอัจฉริยะที่บริหารกองทุนจาก 18 ล้านดอลลาร์สหรัฐ กลายเป็น 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐมาแล้ว โดยในหนังสือเล่มนี้จะบอกถึงประวัติในการลงทุนของปีเตอร์ ลินช์ไว้อย่างละเอียด แฝงไปด้วยกลยุทธ์และประสบการณ์ที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นการเลือกหุ้นเพื่อลงทุนให้ได้ 10 เด้ง การลงทุนในสินค้ารูปแบบต่าง ๆ และการจัดการพอร์ตลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังมีข้อเตือนใจนักลงทุนที่คุณต้องรู้อีกด้วย

2-25 เคล็ดลับการลงทุนของบัฟเฟตต์ Short-Term Trading

ผู้เขียน :  L.J. RITTENHOUSE

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Se-ed

หนังสือเล่มนี้จะสะท้อนถึงกลยุทธ์และความฉลาดในการลงทุนของบัฟเฟตต์ได้เป็นอย่างดี หากคุณอยู่ในแวดวงตลาดหุ้นและการลงทุน ไม่ว่าจะเป็นแนวไหน แน่นอนว่า ทุกคนย่อมต้องรู้จัก วอร์เรน บัฟเฟตต์ ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่ได้ร่ำรวยมาจากการทำธุรกิจ แต่ร่ำรวยมาจากการลงทุนและการบริหารเงินด้วยความเฉลียวฉลาดรอบคอบ ด้วยความที่เขาเป็นคนเก็บตัว ไม่ค่อยชอบออกสื่อ จึงไม่ค่อยมีใครได้รู้เทคนิคในการลงทุนจากปากของเขาเองมากนัก มีแต่คนอื่นๆ ที่พยายามวิเคราะห์ลักษณะการลงทุนของเขาแล้วสรุปออกมาเป็นเทคนิคต่างๆ ถ้าเราอยากจะทราบข้อมูลจากปากของเขาเองจริงๆ แหล่งข้อมูลเดียวที่พอจะเข้าถึงได้คือ จดหมายที่เขาเขียนถึงผู้ถือหุ้นบริษัท BERKSHIRE HATHAWAY INC ปีละครั้งเป็นประจำทุกปี

3-ตีแตก : กลยุทธ์การเล่นหุ้นในภาวะวิกฤต

ผู้เขียน :  ดร. นิเวศน์ เหมวชิรวรากร

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Nationbooks

สำหรับคนที่เล่นหุ้นคงไม่มีใครไม่รู้จักแน่นอนสำหรับ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนแบบเน้นคุณค่าระดับประเทศ ซึ่งในหนังสือเล่มนี้จะนำเสนอแนวทางเพื่อเป็นเครื่องมือในการลงทุนในหุ้น เพื่อให้เกิดความคิดและมีวิจารณญาณได้ว่าการลงทุนไม่ใช่เรื่องที่ควรหลบเลี่ยง ไม่ใช่เรื่องของความเสี่ยงแต่เป็นศาสตร์ที่ควรมีไว้ติดตัวทุกคน คนที่มีเงินเหลือจากการบริโภคในปัจจุบันสามารถนำเงินที่มีนั้นไปลงทุนให้เกิดผลตอบแทนสูงกว่าการนำเงินไปฝากธนาคาร เนื้อหาภายในจะให้ความรู้ที่ควรจะต้องศึกษาก่อนที่เข้าไปลงทุน โดยแนะนำว่าการลงทุนในหลักทรัพย์นั้นต้องทำให้เหมือนกับการเข้าหุ้นทำธุรกิจ, ค้นหาสไตล์การลงทุนของตัวเอง, ค้นหาหุ้นที่จะซื้อและขาย, รู้จักและศึกษาแนวทางการเล่นหุ้นของนักลงทุนเอกของโลก คือ วอร์เรน บัฟเฟตต์, จอร์จ โซโรส และ ปีเตอร์ ลินช์ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตัวเอง

4-เล่นหุ้นออนไลน์ไม่ยาก

ผู้เขียน : วีรวัฒน์ วีรวรรณ

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : thinkbeyond

สำหรับมือใหม่ที่สนใจจะลองเทรดหุ้นออนไลน์ แต่ไม่รู้ว่าควรเริ่มต้นอย่างไรดี นี่คือหนังสือเล่มที่ตอบโจทย์อย่างมาก ด้วยเนื้อหาสาระสำหรับมือใหม่ที่ครบครัน โดยจะบอกถึง 7 ขั้นตอนสู่การเป็นนักลงทุนเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนการลงทุน หรือการเปิดบัญชีพอร์ตการลงทุน ก็ล้วนมีเนื้อหาที่อธิบายเอาไว้อย่างละเอียด แถมยังมีการถ่ายทอดในรูปแบบของการ์ตูน ช่วยให้อ่านเข้าใจได้ง่าย มีการสอดแทรกมุกตลกช่วยให้อ่านได้โดยไม่น่าเบื่อ ซึ่งนอกจากความสนุกสนานดังกล่าวแล้ว หนังสือเล่มนี้ยังสามารถไปประยุกต์ในการลงทุนจริงได้ดีอีกด้วย

5- CAN SLIM คัดหุ้นชั้นยอด ด้วยระบบชั้นเยี่ยม

ผู้เขียน : William J. O’Neil

ผู้แปล : ชินวิช ธเนศสกุลวัฒนา

สำนักพิมพ์ : Nsix

CAN SLIM เป็นวิธีการคัดสรรหุ้นที่เหมาะสำหรับนักลงทุนที่เลือกหุ้นจากหลักการพื้นฐานและใช้ชาร์ทต่างๆ ในการหาจังหวะเวลาเข้าซื้อหุ้น CAN SLIM ถูกพิสูจน์แล้วว่าสามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ยให้กับผู้ใช้ได้ถึง 35.3% ต่อปี เมื่อเทียบกับผลตอบแทน 3.3% ต่อปีในช่วงเวลาเดียวกันของดัชนี S&P 500 สมาคมนักลงทุนแห่งสหรัฐอเมริกาได้ทำการศึกษากลยุทธ์ในการลงทุนที่มีชื่อเสียงกว่า 50 แบบ พบว่าวิธี CAN SLIM นั้นอยู่ในอันดับต้นๆ ของกลยุทธ์การลงทุนทั้งหมดตลอดช่วงหลายทศวรรษ หากคุณกำลังหาระบบคัดกรองหุ้นคุณภาพสูง หนังสือเล่มนี้ก็เป็นอีกเล่มที่ไม่ควรพลาด


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

5 หนังสือหุ้นเทคนิค เจาะลึกพื้นฐานและนำเสนอเทคนิคในการเล่น

เรามักได้ยินประโยคที่ว่า “การลงทุนมีความเสี่ยง ผู้ลงทุนควรศึกษาข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน” เมื่อได้เห็นหรือได้ยินโฆษณาการชักชวนให้ลงทุนหุ้นหรือออมในประกันต่างๆ หลายๆคนก็กล้าๆ กลัวๆ ที่จะลงทุนหุ้น เพราะยังไม่กล้ารับความเสี่ยงมาก บ้างก็รู้สึกว่าการเล่นหุ้นนั้นเหมือนกับการเล่นพนันที่มีแต่เสียมากกว่าได้ แต่จริงๆ แล้วการเริ่มต้นเล่นหุ้นนั้นก็เหมือนการหัดปั่นจักรยานหรือว่ายน้ำ ที่ต้องใช้เวลาฝึกฝนและศึกษา เพื่อไม่ให้คุณเสียเวลาวันนี้จึงพามารู้จักกับ 5 หนังสือหุ้นเทคนิค 

5 หนังสือหุ้นเทคนิค

1-เทคนิคอล อนาไลซิส : Technical Analysis of The Financial Markets

ผู้เขียน :  John J. Murphy

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Nsix

เป็นหนังสือที่ผู้ลงทุนทั้งต่างประเทศ และในไทย ยกให้เป็นคัมภีร์ไบเบิลสำหรับการเทรดหุ้นเทคนิค หากใครสนใจลงทุนหุ้น เล่มนี้ก็เป็นหนังสือหุ้นอีกเล่มหนึ่งที่ไม่ควรพลาด เพราะเป็นหนังสือที่จะนำพาให้คุณเห็นภาพความเสี่ยงของการลงทุน และการลงทุนในช่วงที่ตลาดแย่ แนวทางการประเมินมูลค่าที่ใช้ และเคสการลงทุนต่างๆที่ควรศึกษาเป็นแบบอย่าง ถือเป็นหนังสือที่ดีที่สุดเล่มหนึ่งของ ดร.นิเวศน์ที่เขียนขึ้นในช่วงที่ตลาดหุ้นซบเซา

2-กลยุทธ์เก็งกำไรเทรดระยะสั้น Long-Term Secrets To Short-Term Trading

ผู้เขียน :  Larry Williams

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Arrow Multimedia

การเทรดหุ้นเทคนิคนั้นจะต้องอาศัยความรวดเร็วในการตัดสินใจซื้อหรือขาย จนทำให้นักลงทุนต้องเจ็บตัวจากความผิดพลาดเพราะไม่มีวิจารณญาณที่มากพอในการตัดสินใจหลายๆ ครั้ง หนังสือเล่มนี้ได้รวบรวมข้อมูลทั้งพื้นฐานและกลยุทธ์ต่างๆ ที่จะช่วยให้คุณสามารถประเมินจังหวะในการเทรดหุ้นได้ดียิ่งขึ้น เขียนโดยผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในตลาดหุ้นระดับโลก ในหนังสือยังพยายามจะให้ผู้อ่าน สามารถเข้าใจสภาพตลาดเพื่อช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถเก็งกำไรและได้ผลตอบแทนจริงๆ โดยที่ไม่เจ็บตัวอีกด้วย

3-Visual Guide To Chart Patterns คู่มือภาพชาร์ตแพทเทิร์นเพื่อการวิเคราะห์หุ้น

ผู้เขียน :  Thomas N. Bulkowski

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Think Beyond

เล่มนี้เป็นหนังสือคู่มือที่ควรจะมี เพื่อใช้ในการศึกษาเรื่องกราฟ และวิเคราะห์หุ้น เนื่องจากในหนังสือมีแผนภาพแพทเทิร์นของกราฟในแบบต่างๆ ด้วยภาพสีที่มีความละเอียดและมาในหลากหลายรูปแบบ จึงทำให้ผู้อ่านสามารถทำความเข้าใจ และเห็นภาพได้อย่างชัดเจนมากขึ้น นอกจากแผนภาพของกราฟแล้วยังมีรายละเอียดที่ช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถวิเคราะห์ และประเมินราคาของหุ้นได้ดีขึ้นกว่าที่เคย เป็นคู่มือทั้งของผู้เริ่มต้นเล่นหุ้นและผู้ที่มีความเชี่ยวชาญ ควรมีเอาไว้เพื่อใช้ในการอ้างอิงกับกราฟจริงที่เกิดขึ้น

4- Pass Action ทางเลือกทำกำไร สายเทคนิค

ผู้เขียน : วิน ศราชัยนันทกุล

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Stock2morrow

หนังสือเล่มนี้จะเน้นไปที่ประเด็นสำคัญ 3 เรื่องที่ผู้เขียนได้คิดค้นขึ้นมาจากประสบการณ์โดยตรงในการเทรดหุ้น โดยแต่ละประเด็นนั้นล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่นักลงทุนหลายคนยังสับสนอยู่บ่อยครั้ง เพื่อเป็นบทเรียนให้ผู้ลงทุนได้เรียนรู้เพื่อป้องกันข้อผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้น ทั้งยังเรียบเรียงด้วยภาษาที่เน้นให้ผู้อ่านทำความเข้าใจได้ง่าย จึงเหมาะกับผู้ที่มีประสบการณ์ในการเทรดหุ้นและมือใหม่ที่อยากจะลองซื้อขายหุ้นเทคนิค

5- คู่มือเจาะลึกเล่นหุ้นแนวเทคนิค Hardcore Technical Analysis

ผู้เขียน : เม่าปีกบาง

ผู้แปล : –

สำนักพิมพ์ : Dream & Passion

เป็นหนังสือที่เน้นไปที่ประเด็นสำคัญ 3 เรื่องที่ผู้เขียนได้คิดค้นขึ้นมาจากประสบการณ์โดยตรงในการเทรดหุ้น โดยหนังสือเล่มนี้จะเน้นให้ความรู้ในเรื่องของการใช้เครื่องมือทางเทคนิคมาวิเคราะห์ราคาของหุ้น และเจาะลึกไปที่ความสามารถของเครื่องมือแต่ละประเภทว่าจะให้คุณคาดคะเนราคาหุ้นได้แบบไหนบ้าง ซึ่งมีทั้งเรื่องของ Dow Theory, Trend Line, Moving Average และอื่นๆ ช่วยให้คุณเข้าใจว่าเครื่องมือในการวิเคราะห์หุ้นแต่ละแบบเหมาะสำหรับใช้งานในสถานการณ์ไหนเพื่อให้คุณมีความแม่นยำ ลดความเสี่ยงจากการขาดทุน เพิ่มโอกาสในการทำกำไรจากการเทรดหุ้นมากขึ้นจากเดิมนั่นเอง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงินอย่างง่าย

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงิน สำหรับนักลงทุนที่ยังคงมองว่างบการเงินว่า เต็มไปด้วยตัวเลข ซับซ้อน ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน อย่าพึ่งท้อ เพราะใช้เวลาไม่นานก็สามารถเข้าใจ และมีเทคนิคในการอ่านงบการเงินอย่างง่าย และตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้นมีสุขภาพทางการเงินเป็นอย่างไร และน่าสนใจในการลงทุน หรือไม่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้น

คัดหุ้นดี เริ่มต้นจากตรงไหน

1.งบแสดงฐานะการเงิน

บอกให้รู้ว่าสถานะหรือความมั่งคั่งของบริษัทเป็นอย่างไร หากบริษัทมีโครงสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ย่อมทำให้สามารถดำเนินธุรกิจสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว

สิ่งแรกที่ควรดูก็คือ รายการสินทรัพย์ โดยการแสดงสินทรัพย์จะเรียงตามสภาพคล่อง ดังนั้น เงินสดจะโชว์อยู่ในบรรทัดแรก เพราะมีสภาพคล่องสูงที่สุดและสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที นั่นหมายความว่า บริษัทต้องมีสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ในทันที หรืออาจเป็นเงินสดก็ได้ ข้อมูลด้านสินทรัพย์ ในเบื้องต้นจะทำให้รู้ถึงขนาดธุรกิจ การเติบโต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินลงทุนในสินทรัพย์

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน)

ถัดจากนั้นให้ดู หนี้สิน ซึ่งหลักๆ ก็เป็นหนี้สินหมุนเวียน กับหนี้สินไม่หมุนเวียน โดยข้อมูลนี้จะทำให้เห็นสภาพคล่องทางด้านการเงิน เพราะบริษัทควรมีสินทรัพย์ เช่น เงินสด หรือลูกหนี้ มากกว่าหนี้สินระยะสั้น นั่นหมายความว่า เมื่อรวมสินทรัพย์ กับรวมหนี้สินแล้ว ฝั่งสินทรัพย์ควรมีมากกว่า

และสุดท้าย ส่วนของผู้ถือหุ้นและกำไรสะสม ซึ่งบอกถึงเงินลงทุนตั้งแต่จัดตั้งรวมกับกำไรสุทธิที่เกิดจากการทำธุรกิจตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน หากมีกำไรสะสมสูงแสดงถึงความสามารถในการทำธุรกิจดีมีประสิทธิภาพและมีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น อีกทั้ง ยังตรวจสอบถึงความมั่นคงของบริษัทได้อีกด้วย โดยผ่านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)

D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น

หากผลลัพธ์ D/E Ratio ออกมาสูง เช่น 4 เท่า, 5 เท่า 6 เท่า เป็นต้น แสดงว่าบริษัทมีการกู้หนี้ยืมสินมาดำเนินธุรกิจมากจนเกินไป หากสนใจลงทุนก็ควรระมัดระวัง เพราะในอนาคตอาจจะมีปัญหาด้านสภาพคล่อง หรือมีผลขาดทุนสุทธิ ดังนั้น อัตราส่วนนี้ “ยิ่งต่ำก็ยิ่งดี” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ควรเกิน 2 เท่า

2.งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

แสดงให้เห็นว่าในแต่ละงวดของผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น 1 ไตรมาส, 1 ปี บริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร อย่างแรกที่ต้องดูคือ รายได้ บอกถึงเมื่อผลิตสินค้า หรือบริการแล้วขายได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนค่าใช้จ่ายจะบอกให้รู้ว่าในช่วงนั้นๆ บริษัทมีประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายดีแค่ไหน เมื่อดูทั้งสองอย่างนี้แล้วก็จะนำไปสู่การวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร โดยข้อมูลงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ในเบื้องต้นทำให้เห็นว่าบริษัทสามารถทำธุรกิจได้ดีแค่ไหน มีโอกาสเติบโตในอนาคตหรือไม่ และมีความสามารถในการทำกำไรสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่

3.งบกระแสเงินสด

บอกถึงบริษัทมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มีแหล่งเงินทุนมาจากที่ไหนบ้าง และใช้เงินไปลงทุนอะไรบ้าง รวมๆ แล้วหมายถึง มองเห็นความสามารถในการวางแผนการเงินในอนาคต ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเกี่ยวข้องถึงการดำเนินงาน การลงทุนและการจัดหาเงินทุน โดบข้อมูลงบกระแสเงินสด ในเบื้องต้นทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการได้มา และการใช้ไปของเงินทุน หากบริษัทใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจได้ว่าบริษัทจะเติบโตในระยะยาว

4.อัตราส่วนทางการเงิน

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้น ก็ต้องวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เพราะเป็นการประเมินฐานะทางการเงินและความสามารถในการทำกำไร โดยส่วนใหญ่จะต้องทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละบริษัทมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร

นี่เป็นเพียงการดูงบการเงินในเบื้องต้น สำหรับมือใหม่เท่านั้นเพื่อใช้ในการ คัดหุ้นดี ออกมาจากหุ้นทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจจะใช้ไม่ได้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพราะ กลุ่มเทคโนโลยี จะมีการดำเนินธุระกิจที่อาจจะแต่ต่างจากบริษัททั่วไปอยู่บ้าง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงินอย่างง่าย

คัดหุ้นดี ฉบับมือใหม่ด้วยเทคนิคการอ่านงบการเงิน สำหรับนักลงทุนที่ยังคงมองว่างบการเงินว่า เต็มไปด้วยตัวเลข ซับซ้อน ไม่รู้จะเริ่มต้นจากตรงไหน อย่าพึ่งท้อ เพราะใช้เวลาไม่นานก็สามารถเข้าใจ และมีเทคนิคในการอ่านงบการเงินอย่างง่าย และตัดสินใจได้ว่าบริษัทนั้นมีสุขภาพทางการเงินเป็นอย่างไร และน่าสนใจในการลงทุน หรือไม่ เพื่อใช้ในการตัดสินใจเบื้องต้น

คัดหุ้นดี เริ่มต้นจากตรงไหน

1.งบแสดงฐานะการเงิน

บอกให้รู้ว่าสถานะหรือความมั่งคั่งของบริษัทเป็นอย่างไร หากบริษัทมีโครงสร้างฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง ย่อมทำให้สามารถดำเนินธุรกิจสร้างการเติบโตได้ในระยะยาว

สิ่งแรกที่ควรดูก็คือ รายการสินทรัพย์ โดยการแสดงสินทรัพย์จะเรียงตามสภาพคล่อง ดังนั้น เงินสดจะโชว์อยู่ในบรรทัดแรก เพราะมีสภาพคล่องสูงที่สุดและสามารถนำไปใช้จ่ายได้ทันที นั่นหมายความว่า บริษัทต้องมีสินทรัพย์ที่สามารถแปลงเป็นเงินสดได้ในทันที หรืออาจเป็นเงินสดก็ได้ ข้อมูลด้านสินทรัพย์ ในเบื้องต้นจะทำให้รู้ถึงขนาดธุรกิจ การเติบโต การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินลงทุนในสินทรัพย์

สินทรัพย์ = หนี้สิน + ส่วนของผู้ถือหุ้น (ทุน)

ถัดจากนั้นให้ดู หนี้สิน ซึ่งหลักๆ ก็เป็นหนี้สินหมุนเวียน กับหนี้สินไม่หมุนเวียน โดยข้อมูลนี้จะทำให้เห็นสภาพคล่องทางด้านการเงิน เพราะบริษัทควรมีสินทรัพย์ เช่น เงินสด หรือลูกหนี้ มากกว่าหนี้สินระยะสั้น นั่นหมายความว่า เมื่อรวมสินทรัพย์ กับรวมหนี้สินแล้ว ฝั่งสินทรัพย์ควรมีมากกว่า

และสุดท้าย ส่วนของผู้ถือหุ้นและกำไรสะสม ซึ่งบอกถึงเงินลงทุนตั้งแต่จัดตั้งรวมกับกำไรสุทธิที่เกิดจากการทำธุรกิจตั้งแต่ก่อตั้งจนถึงปัจจุบัน หากมีกำไรสะสมสูงแสดงถึงความสามารถในการทำธุรกิจดีมีประสิทธิภาพและมีโอกาสที่บริษัทจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้น อีกทั้ง ยังตรวจสอบถึงความมั่นคงของบริษัทได้อีกด้วย โดยผ่านอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E Ratio)

D/E Ratio = หนี้สินรวม / ส่วนของผู้ถือหุ้น

หากผลลัพธ์ D/E Ratio ออกมาสูง เช่น 4 เท่า, 5 เท่า 6 เท่า เป็นต้น แสดงว่าบริษัทมีการกู้หนี้ยืมสินมาดำเนินธุรกิจมากจนเกินไป หากสนใจลงทุนก็ควรระมัดระวัง เพราะในอนาคตอาจจะมีปัญหาด้านสภาพคล่อง หรือมีผลขาดทุนสุทธิ ดังนั้น อัตราส่วนนี้ “ยิ่งต่ำก็ยิ่งดี” ซึ่งโดยทั่วไปแล้วไม่ควรเกิน 2 เท่า

2.งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ

แสดงให้เห็นว่าในแต่ละงวดของผลการดำเนินงานของบริษัท เช่น 1 ไตรมาส, 1 ปี บริษัทมีผลการดำเนินงานเป็นอย่างไร อย่างแรกที่ต้องดูคือ รายได้ บอกถึงเมื่อผลิตสินค้า หรือบริการแล้วขายได้มากน้อยแค่ไหน ส่วนค่าใช้จ่ายจะบอกให้รู้ว่าในช่วงนั้นๆ บริษัทมีประสิทธิภาพในการควบคุมต้นทุน และค่าใช้จ่ายดีแค่ไหน เมื่อดูทั้งสองอย่างนี้แล้วก็จะนำไปสู่การวิเคราะห์ความสามารถในการทำกำไร โดยข้อมูลงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ ในเบื้องต้นทำให้เห็นว่าบริษัทสามารถทำธุรกิจได้ดีแค่ไหน มีโอกาสเติบโตในอนาคตหรือไม่ และมีความสามารถในการทำกำไรสู้กับคู่แข่งได้หรือไม่

3.งบกระแสเงินสด

บอกถึงบริษัทมีสภาพคล่องในการทำธุรกิจมากน้อยแค่ไหน มีแหล่งเงินทุนมาจากที่ไหนบ้าง และใช้เงินไปลงทุนอะไรบ้าง รวมๆ แล้วหมายถึง มองเห็นความสามารถในการวางแผนการเงินในอนาคต ซึ่งข้อมูลส่วนนี้จะเกี่ยวข้องถึงการดำเนินงาน การลงทุนและการจัดหาเงินทุน โดบข้อมูลงบกระแสเงินสด ในเบื้องต้นทำให้เห็นถึงพฤติกรรมการได้มา และการใช้ไปของเงินทุน หากบริษัทใช้เงินอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมทำให้นักลงทุนมีความมั่นใจได้ว่าบริษัทจะเติบโตในระยะยาว

4.อัตราส่วนทางการเงิน

ก่อนที่จะตัดสินใจเลือกลงทุนในหุ้น ก็ต้องวิเคราะห์อัตราส่วนทางการเงิน เพราะเป็นการประเมินฐานะทางการเงินและความสามารถในการทำกำไร โดยส่วนใหญ่จะต้องทำการเปรียบเทียบกับคู่แข่งที่อยู่ในธุรกิจเดียวกัน เพื่อจะได้รู้ว่าแต่ละบริษัทมีข้อดี ข้อเสียต่างกันอย่างไร

นี่เป็นเพียงการดูงบการเงินในเบื้องต้น สำหรับมือใหม่เท่านั้นเพื่อใช้ในการ คัดหุ้นดี ออกมาจากหุ้นทั้งหมด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น อาจจะใช้ไม่ได้กับหุ้นกลุ่มเทคโนโลยี เพราะ กลุ่มเทคโนโลยี จะมีการดำเนินธุระกิจที่อาจจะแต่ต่างจากบริษัททั่วไปอยู่บ้าง


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com