นับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาของ เอเชียจะเติบโตเร็วกว่าจีน ADB กล่าว

นับเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีที่เศรษฐกิจกำลังพัฒนาของ เอเชียจะเติบโตเร็วกว่าจีน ADB กล่าว

เอเชียจะเติบโตเร็วกว่าจีน

ประเทศกำลังพัฒนาของเอเชียอาจแสดงสัญญาณการฟื้นตัว แต่ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (ADB) ปรับลดคาดการณ์การเติบโตสำหรับพวกเขาอีกครั้ง ต้องขอบคุณนโยบายปลอดโควิดที่ยืดเยื้อของจีน

แต่นี่จะเป็นครั้งแรกในรอบกว่าสามทศวรรษที่ประเทศกำลังพัฒนาที่เหลือในเอเชียจะเติบโตเร็วกว่าจีน ผู้ให้กู้ในมะนิลากล่าวในรายงานแนวโน้มล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ

“ครั้งสุดท้ายคือในปี 1990 เมื่อการเติบโต (ของจีน) ชะลอตัวลงเหลือ 3.9% ในขณะที่ GDP ในภูมิภาคที่เหลือขยายตัว 6.9%” กล่าว

ปัจจุบัน ADB คาดว่าเอเชียกำลังพัฒนา (ไม่รวมจีน) จะเติบโต 5.3% ในปี 2565 และจีนเพิ่มขึ้น 3.3% ในปีเดียวกัน

ตัวเลขทั้งสองมีการปรับลดรุ่นลงอีก เช่น ในเดือนกรกฎาคม ได้ลดการคาดการณ์การเติบโตของจีนลงเหลือ 4% จาก 5% ADB ระบุว่าเนื่องจากการล็อกดาวน์เป็นระยะๆ จากนโยบายปลอดโควิดของประเทศ ปัญหาในภาคอสังหาริมทรัพย์ และกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัวตามอุปสงค์ภายนอกที่อ่อนแอลง

นอกจากนี้ยังลดการคาดการณ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของจีนในปี 2023 ลงเหลือ 4.5% จากแนวโน้ม 4.8% ของเดือนเมษายนในเดือนเมษายน เนื่องมาจาก “อุปสงค์ภายนอกที่ลดลงอย่างต่อเนื่องเพื่อชะลอการลงทุนในภาคการผลิต”

การกู้คืนไม่ได้ช่วย
แม้ว่าภูมิภาคนี้จะแสดงสัญญาณของการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการท่องเที่ยวที่ได้รับการฟื้นฟู แต่กระแสลมทั่วโลกกำลังชะลอการเติบโตโดยรวม ADB กล่าว

สำหรับภูมิภาคนี้ ADB คาดว่าเศรษฐกิจเกิดใหม่ในเอเชียจะเติบโต 4.3% ในปี 2565 และ 4.9% ในปี 2566 ซึ่งเป็นแนวโน้มที่ปรับลดจากการคาดการณ์ที่แก้ไขในเดือนกรกฎาคมที่ 4.6% และ 5.2% ตามลำดับ ตามรายงานแนวโน้มล่าสุดที่เผยแพร่เมื่อวันพุธ

การอัปเดตล่าสุดของ ADO ยังคาดการณ์ด้วยว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาจะเร่งขึ้นอีกเป็น 4.5% ในปี 2565 และ 4% ในปี 2566 ซึ่งเป็นการแก้ไขการคาดการณ์ในเดือนกรกฎาคมที่ 4.2% และ 3.5% ตามลำดับ โดยอ้างถึงแรงกดดันด้านเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นจากอาหาร และต้นทุนด้านพลังงาน

“ธนาคารกลางในภูมิภาคกำลังขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย เนื่องจากขณะนี้อัตราเงินเฟ้อสูงขึ้นเหนือระดับก่อนเกิดโรคระบาด” รายงานระบุ “สิ่งนี้มีส่วนทำให้เกิดสภาวะทางการเงินที่ตึงตัวขึ้นท่ามกลางแนวโน้มการเติบโตที่ลดลงและการเร่งรัดการเงินโดยเฟด”

ประเทศจีน ‘ข้อยกเว้นใหญ่’
“สาธารณรัฐประชาชนจีนยังคงเป็นข้อยกเว้นใหญ่ เนื่องจากการล็อกดาวน์เป็นระยะๆ แต่เข้มงวดเพื่อขจัดการระบาดเป็นระยะ” เอดีบีระบุ โดยอ้างถึงสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในทางตรงกันข้าม “การผ่อนคลายข้อจำกัดการแพร่ระบาด การเพิ่มภูมิคุ้มกัน อัตราการตายของ Covid-19 ที่ลดลง และผลกระทบด้านสุขภาพที่รุนแรงน้อยกว่าของตัวแปร Omicron นั้นเป็นรากฐานของความคล่องตัวที่ดีขึ้นในภูมิภาคส่วนใหญ่” รายงานกล่าวเสริม

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ตั้งคณะทำงาน พิจารณาแก้ไข พ.ร.ก. สินทรัพย์ดิจิทัลฯ

ก.ล.ต เตรียมจัดตั้งคณะทํางาน เพื่อ พิจารณาแก้ไข พ.ร.ก สินทรัพย์ดิจิทัล ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว เมื่อวันที่ 6 กันยายน 2565 นางสาวฤธานี สุวรรณมงคล เลขาธิการสํานักงาน คณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์ และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยว่า

ตั้งคณะทํางาน พิจารณาแก้ไข พ.ร.ก สินทรัพย์ดิจิทัล

ด้วยสถานการณ์ การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ของสินทรัพย์ดิจิทัล ส่งเสริมนวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ และทําให้กลไก การคุ้มครองนักลงทุน มีประสิทธิภาพมากขึ้นรวมทั้งสอดคล้อง กับทิศทางการกํากับดูแลต่างประเทศ สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) จึงเตรียมแต่งตั้งคณะทํางาน เพื่อพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พระราชกฤษฎีกา ธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล พ.ศ. 2561 สินทรัพย์ดิจิทัล) ร่วมกับผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง (OECD) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ฯลฯ เข้าร่วมคณะทํางาน และเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้รับเกียรติให้เป็นที่ปรึกษา 
คณะทํางานนี้มีอํานาจในการศึกษาทบทวน และเสนอแนวทางแก้ไข พระราชบัญญัติสินทรัพย์ดิจิทัล ได้พิจารณาและพิจารณากฎหมายที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งพิจารณาใบแจ้งหนี้ ใหม่หากจําเป็น เพื่อให้เป็นไปตามนโยบายและสนับสนุนการทำงาน ที่กระทรวงการคลังมอบหมาย ให้สํานักงาน ก.ล.ต. พิจารณาแก้ไขเพิ่มเติม พ.ร.บ.สินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และคุ้มครองผู้ลงทุน

หลักเกณฑ์การคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัล
สํานักงานคณะกรรมการ กํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับกรณี “หลักเกณฑ์การเข้าจดทะเบียน” หรือ “หลักเกณฑ์การคัดเลือกสินทรัพย์ดิจิทัล” ของผู้ประกอบการตลาดหลักทรัพย์ดิจิทัล เนื้อหามีดังนี้: 
การแลกเปลี่ยนมีหน้าที่ในการกําหนดกฎการจดทะเบียน ซึ่งแต่ละข้อกําหนดเกณฑ์ สําหรับการเลือกสินทรัพย์ที่จะใช้ สําหรับการซื้อขาย ในการแลกเปลี่ยนของตนเอง ซึ่งต้องได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการก.ล.ต. อย่างไรก็ตาม Listing rules ของศูนย์การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัล แต่ละที่นั้นแตกต่างกัน และการพิจารณาปัจจัยที่กําหนด ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของศูนย์การแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลแต่ละครั้ง 
ก.ล.ต. ซึ่งรับผิดชอบการตรวจสอบ หากพบว่าสกุลเงิน ไม่เป็นไปตามเกณฑ์การแลกเปลี่ยน ที่ระบุไว้ในกฎการเข้าจดทะเบียน ก.ล.ต. มีอํานาจสั่งให้ตลาดหลักทรัพย์ได้รับการตรวจสอบ ให้เป็นไปตามเกณฑ์ที่กําหนด โดยตลาดหลักทรัพย์ ไม่มีอํานาจในการเพิ่มสินทรัพย์ crypto ใด หรือจะเพิกถอนตัวไหน เว้นแต่จะมีการชี้แจงว่าเหรียญอยู่ในรายการ ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่ได้กำหนดไว้ ที่ exchange เป็นคนกำหนด

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ไทยออยล์ฟันกำไร 2.5 หมื่นล้านบาท ในQ2/65 เพิ่มขึ้น 1,093.2%

บริษัท ไทยออยล์ จํากัด (มหาชน) (TOP) รายงานผลประกอบการไตรมาสที่ 2/65 และผลการดําเนินงาน 6 เดือนหรือครึ่งปี 2565 ต่อตลาดหลักทรัพย์ฯ โดยมีรายได้มากกว่า 140,000 ล้านบาท กําไรสุทธิเพิ่มขึ้นมากกว่า 1,000% ในไตรมาส 2/2555 และเกือบ 500% ในช่วงครึ่งปีแรก ไทยออยล์ฟันกำไร จากการฟื้นตัวของปริมาณการใช้น้ํามันในประเทศ และต้นทุนการกลั่นที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซีย ส่งผลให้อุปทานน้ํามันสําเร็จรูปในตลาดมีจํากัด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ํามันในช่วงครึ่งปีหลังขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านอุปสงค์และอุปทานและสถานการณ์สงคราม

ไทยออยล์ฟันกำไร 2.5 หมื่นล้านบาท

TOP ดําเนินธุรกิจการกลั่นและจําหน่ายน้ํามันรายใหญ่ที่สุดของประเทศไทยและเป็นหนึ่งในโรงกลั่นชั้นนําในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก กิจกรรมหลักคือโรงกลั่นน้ํามัน ธุรกิจปิโตรเคมีและธุรกิจพื้นฐานสําหรับการผลิตน้ํามันหล่อลื่น

ผลการดําเนินงานในไตรมาส 2 ปี 2565 มีกําไรสุทธิ 25,326 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับผลประกอบการไตรมาส 2 ปี 2554 โดยมีกําไรสุทธิ 2,122 ล้านบาท หรือมีกําไรสุทธิเพิ่มขึ้น 1,093.2% หรือเพิ่มขึ้น 1.093.2% หรือกําไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 1.04 บาท

ผลการดําเนินงาน 6 เดือนปี 2565 มีกําไรสุทธิ 32.509 ล้านบาท กําไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 15.94 บาท เมื่อเทียบกับผลการดําเนินงาน6 ในเดือน 2564 กําไรสุทธิอยู่ที่ 5,482 ล้านบาท หรือกําไรเพิ่มขึ้นร้อยละ 493 หรือกําไรต่อหุ้น 2.69 ล้านบาท

นายวิรัช ไอเยนรูมิท ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ไทยออยล์ (TOP) กล่าวว่า ตัวเลขไตรมาส 2/2565 ปรับตัวดีขึ้นหลังจากความต้องการน้ํามันในประเทศและต้นทุนการแปรรูปที่เพิ่มขึ้นชั่วคราวเนื่องจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและรัสเซีย ส่งผลให้อุปทานน้ํามันสําเร็จรูปในตลาดเริ่มตึงตัว ช่วงครึ่งหลังของปียังต้องติดตามราคาน้ํามันอย่างใกล้ชิดเนื่องจากความผันผวนสูง ขณะที่ค่าการกลั่นเริ่มปรับตัวลดลงสู่ระดับปกติ เนื่องจากอุปสงค์และอุปทานปรับตัวเข้าสู่สภาวะสมดุล ส่งผลให้สต็อกน้ํามันเบนซินทยอยปรับตัวเข้าสู่ระดับปกติ

ในไตรมาสที่ 2 ปี 2555 รายได้จากการขายอยู่ที่ 143,892 ล้านบาท ขณะที่ราคาน้ํามันดิบปรับตัวสูงขึ้น ส่งผลให้ไทยออยล์มีกําไรจากน้ํามันสํารอง 7.557 ล้านบาท บันทึกผลขาดทุนจากการสรุปรายการบริหารความเสี่ยงอยู่ที่ 12.626 ล้านบาท และกําไรสุทธิ 25.327 ล้านบาท (จากไตรมาสเดียวกันของปีก่อน กําไรสุทธิอยู่ที่ 2.123 ล้านบาท)

นี่คือกําไรพิเศษทั้งหมดจากการขายหุ้นของ บริษัท ไทยออยล์ จํากัด (มหาชน) Global Power Synergy (GPSC) ในไตรมาสที่ 2 ปี 2565 จํานวน 12,880 ล้านบาท (หลังหักภาษี) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนการปรับโครงสร้างทางการเงินระยะยาวเพื่อชําระคืนเงินกู้นกเพื่อการลงทุนในธุรกิจปิโตรเคมีในประเทศอินโดนีเซีย

นายวิรัชกล่าวเพิ่มเติมว่า ธุรกิจแปรรูปโดยรวมในช่วงครึ่งหลังของปียังคงมีความไม่แน่นอนอย่างมาก เนื่องจากความกังวลเกี่ยวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสําคัญที่จะต้องติดตามสถานการณ์และราคาน้ํามันอย่างใกล้ชิด นี่คือทั้งหมดที่ไทยออยล์กําลังเร่งสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจภายใต้แผนการลงทุน ซึ่งรวมถึงการขยายธุรกิจปิโตรเคมีและผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เช่น การลงทุนในโครงการเชื้อเพลิงสะอาด และการลงทุนในธุรกิจโอเลฟินส์ในประเทศอินโดนีเซีย

ตลอดจนการขยายตลาดและจัดจําหน่ายผลิตภัณฑ์ในต่างประเทศในระดับภูมิภาค ตลอดจนการค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ (New S-Curve) เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้พลังงานในอนาคต เพื่อลดความผันผวนของภาคพลังงานและบรรลุเป้าหมายการเติบโตอย่างยั่งยืน

ราคาหุ้นสูงสุดณ วันที่ 10 สิงหาคม เวลา 10:47 น. อยู่ที่ 52 บาท ราคาหุ้นละ 1 บาท หรือ +1.96%

อย่างไรก็ตามธุรกิจของโรงกลั่นยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันจากกรณีความคิดของรัฐบาลและขอความร่วมมือธุรกิจโรงกลั่นส่งผลกําไรบางส่วนจากร่างกฎหมายว่าด้วยการแปรรูปไปยังกองทุนน้ํามัน นอกจากนี้ยังเป็นแนวคิดและไม่มีกฎที่มีผลผูกพัน

ดร.กอบศักดิ์ ภูซง ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า หลังจากราคาน้ํามันในตลาดโลกปรับตัวลดลงอย่างก้าวกระโดด หลังจากสงครามรัสเซีย-ยูเครนเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์ การปล่อยเงิน 130-140 ดอลลาร์/บาร์เรลทําให้เกิดความกังวลมากมายเกี่ยวกับปัญหาภาวะซบเซา

จนถึงทุกวันนี้ราคาน้ํามันโลกได้ลดลงและกลับสู่จุดเริ่มต้นของสงคราม ราคาน้ํามันเบรนท์วันนี้อยู่ในระดับต่ําที่ 94.5 $/บาร์เรล ราคาน้ํามัน WTI วันนี้อยู่ในระดับต่ําที่ 90.56 $/บาร์เรล ซึ่งต่ํากว่าจุดเริ่มต้นก่อนการเติบโต

ดร.กอบศักดิ์ กล่าวว่า หากราคาน้ํามันโลกไม่ปรับตัวสูงขึ้นเหมือนเมื่อก่อน นอกจากนี้ยังมีราคาประมาณ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แรงกดดันด้านเงินเฟ้อในประเทศต่างๆ ในช่วงครึ่งหลังของปีนี้จะค่อยๆ ลดลง

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

กัลฟ์ ลงเงิน 5 พันล้านบาท ซื้อหุ้น กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำนวน 50%

กัลฟ์ ลงเงิน 5 พันล้านบาท ซื้อหุ้น กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำนวน 50% ของหุ้นสามัญเพิ่มทุน

กัลฟ์ ลงเงิน 5 พันล้านบาท ซื้อหุ้น กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง

บริษัท กัลฟ์ เอ็นเนอร์จี ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) (GULF) เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทและบริษัทย่อย 100% ของ GULF คือ GULF Gulf Renewable Energy Limited (Gulf Renewable Energy) ลงนามในสัญญาร่วมทุนเพื่อการลงทุนและพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียน ร่วมทุนกับบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) (GUNKUL) เพื่อวัตถุประสงค์ในการวิจัยโอกาสทางธุรกิจ พลังงานหมุนเวียนและจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียน เช่น โครงการพลังงานลมทั้งในและต่างประเทศ โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโครงการพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบอื่นๆ รวมถึงธุรกิจพลังงานเชิงนวัตกรรม เช่น ระบบส่งและจ่ายอัจฉริยะในอนาคต

กัลฟ์ รีนิวเอเบิ้ล เอ็นเนอร์ยี่ เข้าซื้อหุ้น 50% ของหุ้นสามัญเพิ่มทุนของกัลฟ์ กองกูร์ มูลค่าการลงทุนรวม 5 พันล้านบาท ส่วนที่เหลืออีก 50% ถือหุ้น

กัลฟ์ กันกุล คอร์ปอเรชั่น ถือหุ้นร้อยละ 100 ในโครงการฟาร์มกังหันลม 3 บริษัทในจังหวัดนครราชสีมา ได้แก่ บริษัท วินด์ เพาเวอร์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด กำลังผลิตติดตั้ง 60 เมกะวัตต์ และบริษัท กรีนโนเวชั่น เพาเวอร์ จำกัด กำลังผลิตติดตั้ง 60 เมกะวัตต์ และบริษัท นครราชสีมา พลังงานลม บจก. มีกำลังการผลิตติดตั้ง 50 เมกะวัตต์ และรวม 170 เมกะวัตต์ โดย 3 โครงการเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี พ.ศ. 2559 61 และ 61 ตามลำดับ และได้ลงนามในสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตใน พ.ศ. 2559 ประเทศไทยเป็นเวลา 25 ปี

นอกจากนี้ ทั้ง 3 โครงการเป็นโครงการที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลเป็นระยะเวลา 10 ปี นับจากวันที่เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ โดยมีราคาเพิ่ม 3.50 บาทต่อกิโลวัตต์

การลงทุนในกัลฟ์ กันกุล คอร์ปอเรชั่น จะทำให้บริษัทรับรู้ผลกำไรในงบการเงินได้ทันที เนื่องจากโรงไฟฟ้าทั้ง 3 โครงการได้เริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์แล้ว อีกทั้งสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทในการเพิ่มสัดส่วนธุรกิจพลังงานหมุนเวียนตามนโยบายของรัฐบาลที่เน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

Gulf Renewable Energy และ GUNKUL วางแผนที่จะร่วมกันขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในและต่างประเทศ เช่น โครงการพลังงานลม โครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโครงการหลังคาโซลาร์รูฟของกัลฟ์กอนกูร์ บรรลุเป้าหมาย 1,000 MW ภายใน 5 ปี

และ GUNKUL ได้แจ้งกัลฟ์ กันกุล คอร์ปอเรชั่น ให้ออกและจัดหาหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 11,170,000 หุ้นให้แก่

หลังจากกัลฟ์ รีนิวเอเบิ้ล เอ็นเนอร์ยี่ สละสิทธิ์ในการจองซื้อหุ้นสามัญ GUNKUL และกัลฟ์ รีนิวเอเบิ้ล เอ็นเนอร์ยี่ จะถือหุ้น 50% ในกัลฟ์ กันกุล คอร์ปอเรชั่น ในฐานะบริษัทร่วมลงทุนเพื่อร่วมกันพัฒนาธุรกิจพลังงานหมุนเวียน สองบริษัทถัดไป

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

กระแสตอบรับหุ้น IPO ของ TLI ดีทั้งสถาบัน-รายย่อย พร้อมเข้าเทรดวันแรก 25 ก.ค

กระแสตอบรับหุ้น IPO ของ TLI นายไชย ไชยวรรณ กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ. ไทยประกันชีวิต (TLI) กล่าวว่า “ไทยประกันชีวิต เราขอขอบคุณนักลงทุนที่ให้ความสนใจลงทุนในหุ้น TLI และขอขอบคุณสำหรับปัจจัยพื้นฐาน ความแข็งแกร่งและศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนและมั่นคงของไทยประกันชีวิต มั่นใจ หลังจากเสร็จสิ้นการสำรวจความต้องการสมัครรับข้อมูล (การทำบัญชี) นักลงทุนสถาบันทั่วโลก ตลอดจนนักลงทุนรายย่อยและนิติบุคคลชาวไทยจะจองซื้อหุ้นในวันที่ 6 กรกฎาคม โดยในจำนวนนี้ หุ้น TLI ได้รับการตอบรับอย่างกระตือรือร้นและการลงทุนที่แข็งแกร่ง น่าสนใจ. แม้ภาวะเศรษฐกิจและตลาดทุนยังผันผวนมาก

กระแสตอบรับหุ้น IPO ของ TLI ดีทั้งสถาบัน-รายย่อย

จากกระแสตอบรับและความสนใจจากนักลงทุนที่หลากหลาย ไทยประกันชีวิตได้จัดสรรหุ้นจำนวน 2,316.7 ล้านหุ้น (รวมการจัดสรรเกินจำนวนเต็ม) มูลค่าการออกรวม 37,067 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดประมาณ 183.2 พันล้านบาท และปัญหาหนึ่ง ราคาหุ้นละ 16.00 บาท อัตราส่วนของนักลงทุนสถาบันต่อนักลงทุนรายย่อยและนักลงทุนองค์กรอยู่ที่ประมาณ 69.9% และ 30.1% ตามลำดับ และอัตราส่วนระหว่างนักลงทุนในประเทศและนักลงทุนต่างชาติ คิดเป็น 60.5% และ 39.5% ของการเสนอขายหุ้น IPO ตามลำดับ
สำหรับจำนวนเงินทั้งหมดที่ Thai Life ได้รับจากการรณรงค์หาทุนครั้งนี้จะอยู่ที่ประมาณ 13.6 พันล้านบาท ซึ่ง Thai Life จะใช้เพื่อขยายธุรกิจ ให้คุณค่าที่แตกต่างและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต ได้แก่

ด้วยเงินลงทุนประมาณ 2 พันล้านบาทในการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลและการตลาดและการดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง ไทยประกันชีวิตมุ่งเน้นที่การขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัล และจัดหาผลิตภัณฑ์และบริการส่วนบุคคล (personalization) เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่หลากหลาย
รักษาตำแหน่งผู้นำในอุตสาหกรรมประกันชีวิตของไทยด้วยการเสริมสร้างเครือข่ายการจัดจำหน่ายที่มีอยู่ของไทยแลนด์ประกันชีวิตและยกระดับประสบการณ์ของลูกค้าด้วยการขยายช่องทางการจัดจำหน่ายออนไลน์และโดยการมอบคุณค่าที่แตกต่าง เสริมสร้างช่องทางการจัดจำหน่ายและเพิ่มพันธมิตรการจัดจำหน่ายผ่านพันธมิตรประมาณ 5.4 พันล้านบาท
เสริมความแข็งแกร่งของเงินทุนเพื่อใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนและวัตถุประสงค์อื่นๆ ในอนาคต ประมาณ 6.2 พันล้านบาท
นักลงทุนที่สนใจหุ้น TLI แต่ไม่ได้จองซื้อหุ้น IPO สามารถซื้อหุ้น TLI ในตลาดรองได้ ซึ่งคาดว่าจะเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ วันแรก 25 ก.ค. และราคาหุ้นจะเริ่มทรงตัว (กิจกรรมมีเสถียรภาพ) ใน 30 วันแรกหลังจากที่หุ้นของ TLI เข้าจดทะเบียนในตลท.

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ตลท. ปิดที่ 1560.02 จุด

ดัชนี ตลท. ปิดที่ 1560.02 จุด ลดลง 14.50จุด หรือ 0.92% มูลค่าซื้อขาย 68 หมื่นล้านบาท นักวิเคราะห์ระบุว่า ตลาดหุ้นไทยขยับตัวต่ำลงในทิศทางเดียวกับตลาดเอเชีย หลังมีรายงานสถิติเงินเฟ้ออังกฤษพุ่งแตะ 9.1% สูงสุดในรอบ 40 ปี สร้างความวิตกต่อตลาดเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยจากภาคกลางมากขึ้น ธนาคารและภาวะถดถอยที่อาจเกิดขึ้น

ตลท. ปิดที่ 1560.02 จุด

นักวิเคราะห์กล่าวว่าตลาดหุ้นไทยจะยังคงขยับลงต่อไปในวันพรุ่งนี้ โดยให้แนวรับที่ 1,540 จุด และแนวต้านที่ 1,565 จุด

น้ำมันดิ่งลงเนื่องจากไบเดนคาดว่าจะลดภาษีเชื้อเพลิงและขอให้ผู้ผลิตลดราคา

ราคาน้ำมันร่วงลงมากกว่า 5% ในวันพุธเนื่องจากประธานาธิบดีโจ ไบเดนของสหรัฐฯ เรียกร้องให้มีการลดภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อลดต้นทุนสำหรับผู้ขับขี่

ในวันพุธ ไบเดนคาดว่าจะขอให้รัฐสภาให้ไฟเขียวเพื่อลดภาษีของรัฐบาลกลาง 18.4 เซนต์ต่อแกลลอนสำหรับน้ำมันเบนซินเป็นเวลาสามเดือน อย่างไรก็ตาม ฝ่ายนิติบัญญัติจากทั้งสองฝ่ายแสดงการต่อต้านต่อการเคลื่อนไหวดังกล่าว

สัปดาห์ที่แล้ว Biden ประณาม บริษัท โรงกลั่นน้ำมันรายใหญ่ในสหรัฐเรียกร้องให้พวกเขาดำเนินการทันทีเพื่อเพิ่มอุปทานในขณะที่เสริมว่าอัตรากำไรที่สูงเป็นประวัติการณ์นั้นไม่สามารถยอมรับได้ในเวลาที่ชาวอเมริกันยังคงเห็นราคาที่พุ่งสูงขึ้นที่ปั๊มแก๊ส

สศช. คาดเศรษฐกิจไทยเติบโตเกิน 3% ในปี 2565 เนื่องจากการท่องเที่ยวและการส่งออกปรับตัวดีขึ้น

สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวเมื่อวันพุธว่าแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทยในปี 2565 จะไม่ต่ำกว่าร้อยละ 3.0 อันเนื่องมาจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับตัวดีขึ้นหลังจากไทยเปิดชายแดนอีกครั้งในเดือนพฤษภาคม .

เศรษฐกิจไทยในปี 2565 คาดว่าจะขยายตัวอยู่ในช่วง 2.5-3.5% โดยได้รับแรงหนุนหลักจากการส่งออกที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหาร และการกลับมาเปิดประเทศของไทย

ประเทศไทยต้อนรับนักท่องเที่ยว 2 ล้านคนในช่วง 5 เดือนที่ผ่านมา ประเทศตั้งเป้านักท่องเที่ยวต่างชาติ 7-10 ล้านคนภายในสิ้นปี 2565

สำหรับปี พ.ศ. 2566 สศช. คาดการณ์อัตราการเติบโตของ GDP ของประเทศไทยที่ร้อยละ 3.7 ซึ่งต่ำกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คนอื่นๆ คาดการณ์ไว้ ซึ่งคาดว่าเศรษฐกิจของประเทศจะขยายตัวร้อยละ 4.3-4.5%

การขึ้นราคาอาหารและพลังงานผลักดันให้อัตราเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรพุ่งขึ้นสูงสุดในรอบ 40 ปีที่ 9.1% ในเดือนพฤษภาคม

อัตราเงินเฟ้อในสหราชอาณาจักรแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ 40 ปีที่ 9.1% ในเดือนพฤษภาคม เนื่องจากราคาอาหารและพลังงานที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทำให้วิกฤตค่าครองชีพของประเทศแย่ลง

ดัชนีราคาผู้บริโภคล่าสุดซึ่งเผยแพร่เมื่อวันพุธ สอดคล้องกับความคาดหวังของนักเศรษฐศาสตร์ในการสำรวจของรอยเตอร์

ราคาผู้บริโภคเพิ่มขึ้น 0.7% ต่อเดือนในเดือนพฤษภาคม ซึ่งค่อนข้างสูงกว่าการเพิ่มขึ้น 0.6% ที่นักเศรษฐศาสตร์คาดการณ์ไว้ แต่ก็ต่ำกว่าการเพิ่มขึ้น 2.5% ต่อเดือนในเดือนเมษายนอย่างมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอัตราเงินเฟ้อกำลังชะลอตัว

สำนักงานสถิติแห่งชาติของสหราชอาณาจักรคาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อ “จะสูงขึ้นในช่วงปี 1982 โดยที่การประมาณการอยู่ในช่วงตั้งแต่เกือบ 11% ในเดือนมกราคมลงไปที่ประมาณ 6.5% ในเดือนธันวาคม”

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวขึ้น

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวขึ้น หลังปัจจัยบวกในระยะสั้น ระยะกลาง ตลาดหุ้นยังไม่ขึ้น เพราะมีปัจจัยลบรออยู่ อัตราดอกเบี้ยทั้งสองกำลังเพิ่มขึ้น – เศรษฐกิจกำลังชะลอตัว – และหุ้นสหรัฐมีโอกาสร่วงอีก 8-10% ขอแนะนำให้ซื้อหุ้น “เทคนิคการแพทย์” เพื่อความปลอดภัย

ตลาดหุ้นทั่วโลกดีดตัวขึ้น

31 พ.ค. 2565 นายคมสร ประกอบพร ผู้อำนวยการศูนย์วิเคราะห์และยุทธศาสตร์เศรษฐกิจ TISCO เปิดเผยเมื่อสัปดาห์ที่แล้วว่าตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาแข็งแกร่ง (ดีดตัวขึ้น) หลังรายงานเงินเฟ้อสหรัฐ บ่งชี้ว่าเงินเฟ้ออาจผ่านจุดสูงสุดแล้ว ดัชนีราคาใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลของเดือนเมษายน (Core PCE) ที่ไม่รวมราคาอาหารและพลังงานชะลอตัวลงเหลือ 4.9% เมื่อเทียบเป็นรายปี (YOY) จาก 5.2% ในเดือนมีนาคม คลายความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับเฟดที่ขึ้นอัตราดอกเบี้ย (Fed)

อย่างไรก็ตาม Taigang Center for Economic Analysis and Strategy เชื่อว่าตลาดหุ้นอาจไม่กลับมาเป็นขาขึ้นที่ชัดเจน แม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะผ่านจุดสูงสุดแล้ว แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานซึ่งขณะนี้อยู่ใกล้ 5% ก็ยังสูงกว่าเป้าหมายเงินเฟ้อที่ 2% ของเฟด ส่งผลให้ธนาคารกลางให้คำมั่นที่จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วกว่าปกติ การประชุมแต่ละครั้งคาดว่าจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% จนกว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะสูงถึง 2% เป็นอย่างน้อย

นอกจากนี้ยังเห็นแรงกดดันเพิ่มเติมต่อตลาดหุ้นเนื่องจากข้อมูลเศรษฐกิจเริ่มชะลอตัวเนื่องจากกำลังซื้อลดลงหลังจากราคาสินค้าและบริการเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ประกอบกับแรงกดดันนโยบายการเงินที่ตึงตัว

ในแง่ของการประเมินมูลค่า ตลาดหุ้นสหรัฐแม้จะลดลงเกือบ 15% จากจุดสูงสุด แต่ก็ยังไม่ถูกเมื่อเทียบกับพันธบัตรรัฐบาล

ช่องว่างรายได้ (EYG) หรือส่วนต่างของตลาดหุ้นที่คาดการณ์ไว้ (ผลตอบแทนของรายได้ หรือส่วนผกผันของอัตราส่วนราคาต่อกำไร) ลบด้วยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี ปัจจุบันอยู่ที่ 3% ใกล้ระดับต่ำสุดนับตั้งแต่ปี 2551 ซึ่งบ่งชี้ว่าการคาดการณ์ผลตอบแทนของตลาดหุ้นนั้นไม่น่าดึงดูดท่ามกลางผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

หากเศรษฐกิจชะลอตัวตามการประเมินโดย Taigang Center for Economic Analysis and Investment Strategy EYG คาดว่าจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.6% เช่นเดียวกับการชะลอตัวของเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2018 ซึ่งจะทำให้ตลาดหุ้นมีโอกาสตกต่ำ (ความเสี่ยงด้านลบ) ประมาณ 8-10% ดัชนีหุ้นสหรัฐ S&P 500 จะซื้อขายประมาณ 3,800

สำหรับนักลงทุนที่เสี่ยงสูงช่วงนี้ แนะนำให้ทยอยสะสมหุ้นรายตัวในกลุ่มเทคโนโลยี ที่เริ่มฟื้นตัวหลังจากเห็นสัญญาณว่าผลตอบแทนพันธบัตรได้ผ่านจุดสูงสุดแล้ว และเข้าถือหุ้นในกลุ่มสุขภาพที่ไม่ผันผวนตามภาวะเศรษฐกิจ

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ศุภาลัย เจาะตลาด ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์

ศุภาลัย เจาะตลาด ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์ ยึดรูปแบบบ้านใหม่ #ตอบโจทย์ชีวิตครอบครัวยุคใหม่ โครงการ “ศุภาลัย เบลล่า ชัยพฤกษ์” พร้อมสัมผัสชีวิตสังคมส่วนตัว จำกัดเพียง 112 ครอบครัว เริ่มต้น 3.29 ล้านบาท และจะ จะเปิดเป็นครั้งแรกที่สำนักงานขายในวันที่ 11 มิถุนายน มีโปรโมชั่นโดนหใจและของแถมมากมาย

ศุภาลัย เจาะตลาด ราชพฤกษ์ ชัยพฤกษ์

นางสาวธัญวรัตน์ ปัญญารัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานการตลาดและการขาย บริษัท ศุภาลัย จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ย่านราชพฤกษ์เชื่อมต่อกับชัยพฤกษ์ใหม่ซึ่งเป็นหนึ่งในทำเลที่สมบูรณ์ที่สุดในภาคตะวันตกของกรุงเทพฯ และกำลังพัฒนาอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและการคมนาคมเพื่อตอบสนองความต้องการด้านการเดินทางที่หลากหลาย สิ่งอำนวยความสะดวกที่ตอบสนอง #ทุกไลฟ์สไตล์ของทุกครอบครัว นอกจากนี้ ความต้องการที่อยู่อาศัยของบริษัทโดยเฉพาะผลการวิจัยของ Xinjianjia ทำให้เราสามารถพัฒนาผลิตภัณฑ์แนวนอนที่เน้นการออกแบบ พื้นที่และคุณสมบัติที่พร้อมใช้งาน คุ้มค่ากับเงินที่จ่าย และโปรโมชั่นที่น่าสนใจ บุกตลาดโลว์ไรส์ย่านราชพฤกษ์-ชัยพฤกษ์

ค้นหาตัวตนความเป็นตัวคุณ…เป็นอย่างไร? ค้นหาตัวเองในแบบของคุณเอง ด้วยจุดเริ่มต้นของชีวิตครอบครัวยุคใหม่ โครงการ “ศุภาลัย เบลล่า ชัยพฤกษ์” มีพื้นที่ออกแบบกว่า 14 ไร่ และมูลค่าโครงการประมาณ 450 ล้านบาท พบกับบ้านและทาวน์เฮาส์ใหม่ #ดีไซน์ใหม่ตอบสนองความต้องการ แคมเปญรองรับทุกไลฟ์สไตล์ของครอบครัวยุคใหม่ ความเป็นส่วนตัวกับสังคมระดับพรีเมียม เริ่มต้น 3.29 ล้านบาท เพียง 112 ครอบครัว*

ตามไลฟ์สไตล์ของคุณ เราสามารถเลือกบ้านเพื่อปรับแต่งความต้องการของคุณได้ บ้านใหม่ สไตล์โมเดิร์น สไตล์ใหม่ ภายในตัวบ้านมีพื้นที่ใช้สอยที่ลงตัวสำหรับทุกความต้องการ พื้นที่ใช้สอย 126 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องน้ำ 2 ที่จอดรถ ให้คุณเพลิดเพลินไปกับทาวน์เฮาส์ 2 ชั้น นวัตกรรมใหม่ หน้ากว้าง 5 และ 6.25 ตร.ม. พื้นที่ใช้สอย 126 และ 141 ตร.ม. 3 ห้องนอน 3 ห้องนอน ห้องน้ำ จอดรถได้ 2 คัน พื้นที่เอนกประสงค์บนชั้น 2 เสริมสกายไลท์ และพื้นที่นั่งเล่นและรับประทานอาหารขนาดใหญ่และกว้างขวาง เชื่อมต่อกับสวนหลังบ้านเพื่อความเป็นส่วนตัว

เน้นการออกแบบประหยัดพลังงานและเลือกใช้วัสดุคุณภาพสูง #ระบบอัตโนมัติในบ้านและการรักษาความปลอดภัยเพื่อความสะดวกสบายของคุณ บ้านแต่ละหลังสามารถพักผ่อนได้ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกภายในโครงการ เช่น สวนสาธารณะและพื้นที่สีเขียวสำหรับสโมสร มีความมั่นใจในการรักษาระบบของคุณ รปภ 24 ชม. โครงการ เข้า-ออก ด้วยกล้องวงจรปิด ระบบ Easy Pass

ทำเลศักยภาพดีเยี่ยมบนถนนราชพฤกษ์ ศูนย์กลางการเดินทางเข้าออกทุกเส้นทางสะดวก เข้าออกได้หลายเส้นทาง เช่น ถนนราชพฤกษ์ ถนนชัยพฤกษ์ตัดใหม่ ชิวล์ๆ เช่น เซ็นทรัล เวสต์เกต เดอะ คริสตัล ปตท. ชัยพฤกษ์ ชิค รีพับบลิค ราชพฤกษ์ โฮมโปร ชัยพฤกษ์ ,ใกล้โรงพยาบาลและสถานศึกษา เช่น รพ.ชล.ลดา, รพ.บางบัวทอง, โรงเรียนนานาชาติเด่นหล้า รพ.สารสาสน์วิเทศบางบัวทอง เป็นต้น

ค้นหาตัวเองในแบบของคุณเอง ทุกครอบครัวเริ่มต้นด้วยโครงการ “ศุภาลัย เบลล่า ชัยพฤกษ์” ชมโครงการและเลือกจองแปลงสวยโดนใจในราคาพิเศษ เปิดจองครั้งแรก 11 มิ.ย. นี้ ณ Sales Gallery

ลงทะเบียนเพื่อรับราคาพิเศษ https://bit.ly/3a9zbHf และจองเพื่อรับบัตรกำนัลทองคำมูลค่า 30,000 บาท เดินทางสะดวกมายังโครงการ https://goo.gl/maps/BU3L58SaMKU23i5D6

ติดตามอัปเดตโครงการเปิดใหม่ โปรโมชันและสิทธิพิเศษมากมาย ง่ายๆเพียงดาวน์โหลด SUPALAI SABAI Application ได้ที่ www.supalai.com/applications/ หรือสอบถามข้อมูลโทร. 1720

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ตลาดหุ้นเอเชียอ่อนตัว

ตลาดหุ้นเอเชียอ่อนตัว ตาม Wall Street ร่วงในวันพฤหัสบดีเนื่องจากหวังว่าผู้นำสหรัฐจะเห็นด้วยกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจใหม่ก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดี 3 พ.ย. จะจางหายไป

ตลาดหุ้นเอเชียอ่อนตัว

เกณฑ์มาตรฐานในเซี่ยงไฮ้ โตเกียว และฮ่องกงลดลง ซิดนีย์ขั้นสูง

ในกรุงโซล บริษัทที่จัดการบอยแบนด์ BTS เปิดตัวในตลาดท่ามกลางเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ใช้อินเทอร์เน็ตชาวจีนหลังจากที่หัวหน้าวงขอบคุณทหารผ่านศึกในสงครามเกาหลีสำหรับการเสียสละของพวกเขา ราคาหุ้นของบริษัท Big Hit Entertainment Ltd. เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัวในช่วงเช้า แต่ Kospi ของโซล 180721 +0.44% ยังคงลดลง 0.9%

ดัชนี S&P 500 ของ Wall Street ปิดตัวลง 0.7% ในวันพุธหลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Steven Mnuchin กล่าวว่าเขาและผู้นำรัฐสภาต่าง “ห่างกัน” สำหรับความช่วยเหลือใหม่สำหรับเศรษฐกิจสหรัฐฯที่กำลังดิ้นรน การใช้จ่ายของผู้บริโภคซึ่งเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจหลักของสหรัฐฯ อ่อนตัวลงหลังจากผลประโยชน์การว่างงานเพิ่มเติมก่อนหน้านี้หมดอายุลง

Mnuchin “ตอกตะปูอีกตัวหนึ่งไว้ที่โลงศพในการกระตุ้นก่อนการเลือกตั้ง” Jingyi Pan จาก IG กล่าวในรายงาน

ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิต SHCOMP +1.19% เพิ่มขึ้น 0.1% ในขณะที่ดัชนี Nikkei 225 NIK -0.26% ในโตเกียวลดลง 0.7% Hang Seng ในฮ่องกง HSI +0.29% หายไป 1.3%

S&P/ASX 200 XJO, +0.37% ในซิดนีย์เพิ่มขึ้น 0.6% นิวซีแลนด์ NZ50GR, -0.65%, ไต้หวัน Y9999, +0.88%, Singapore STI, -0.48% และ Jakarta JAKIDX, -0.44% ถอยกลับ

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย -0.06% แพ้ 1% หลังจากที่รัฐบาลประกาศ “ภาวะฉุกเฉินขั้นรุนแรง” หลังจากการชุมนุมในวันพุธของผู้ประท้วงหลายพันคนที่เรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในระบอบประชาธิปไตย ซึ่งเป็นการรวมกลุ่มครั้งสำคัญครั้งที่สามโดยนักเคลื่อนไหว

ตำรวจไทยสลายกลุ่มผู้ประท้วงเพื่อประชาธิปไตยในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดี ซึ่งตั้งค่ายพักค้างคืนนอกสำนักนายกรัฐมนตรีเพื่อเรียกร้องให้เขาลาออก ตำรวจกล่าวว่าพวกเขาได้จับกุมคน 20 คน

มนูชินและแนนซี เปโลซี ประธานสภาผู้แทนราษฎรได้พูดคุยทางโทรศัพท์เมื่อวันพุธ แต่ไม่สามารถตกลงกันได้ ตามการระบุของดรูว์ แฮมมิลล์ ผู้ช่วยของเปโลซี Mnuchin กล่าวว่าเป็นการยากที่จะทำข้อตกลงให้เสร็จก่อนการเลือกตั้งประธานาธิบดีในเดือนหน้า

ใน Wall Street บริษัทที่พึ่งพาการใช้จ่ายของผู้บริโภค ธนาคารและเทคโนโลยี และหุ้นด้านการสื่อสารต่างก็แบกรับภาระหนักจากการขาย

ดัชนี S&P 500 SPX 0.02% ลดลงมาที่ 3,488.67 DJIA ค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ -0.26% ลดลง 0.6% สู่ 28,514 คอมโพสิทของ Nasdaq ลดลง 0.36% ลดลง 0.8% เป็น 11,768.73

นักลงทุนกำลังแกว่งไปมาระหว่างการมองโลกในแง่ดีเกี่ยวกับวัคซีน coronavirus ที่เป็นไปได้ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการฟื้นตัวของตลาดก่อนหน้านี้และความไม่สบายใจเกี่ยวกับกิจกรรมทางเศรษฐกิจของสหรัฐที่น่าเบื่อ

บริษัทยักษ์ใหญ่ในสหรัฐเริ่มรายงานผลประกอบการรายไตรมาสในสัปดาห์นี้

Bank of America BAC -0.60% ทรุดตัว 5.3% หลังจากรายรับต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ Wells Fargo WFC 0.51% ลดลง 6% หลังจากรายรับต่ำกว่าที่ Wall Street คาดไว้

ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ระบุว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่เกือบศูนย์ชั่วขณะหนึ่งเพื่อรองรับเศรษฐกิจ แม้ว่าเงินเฟ้อจะแตะระดับเป้าหมายก็ตาม

ในตลาดพลังงาน เกณฑ์มาตรฐานของน้ำมันดิบ CLX0 ของสหรัฐ เพิ่มขึ้น 7 เซนต์ มาอยู่ที่ 41.11 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในการซื้อขายทางอิเล็กทรอนิกส์บน New York Mercantile Exchange น้ำมันดิบเบรนต์สหราชอาณาจักร: BRZ0 ใช้กำหนดราคาน้ำมันต่างประเทศ โดยเพิ่มขึ้น 6 เซนต์เป็น 43.38 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในลอนดอน

ดอลลาร์ USDJPY 0.50% เพิ่มขึ้นเป็น 105.26 เยนจาก 105.15 เยนของวันพุธ

ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com

ธปท มองบวกไทย เปิดประเทศ คาดจะเห็นการฟื้นตัว

ธปท. มองบวกไทย เปิดประเทศ 1 พ.ย. คาดจะเห็นการฟื้นตัว แต่ได้ประเมินกรณีเลวร้ายหากมีความเสี่ยงโควิดระบาด จีดีพีอาจต่ำกว่า 0.7%

ธปท.มองบวกไทย เปิดประเทศ 1 พ.ย.

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า จากการสอบถามผู้ประกอบการหลายแห่งในเดือนต.ค. เห็นสัญญาณหลายธุรกิจปรับตัวดีขึ้น ภาคการผลิตดีขึ้นตามกำลังซื้อที่ค่อยๆ ปรับตัวดี และตามกิจกรรมเศรษฐกิจที่ค่อยๆ ฟื้นตัว รวมทั้งภาคบริการรับผลบวกจากการผ่อนคลายควบคุมการระบาด และยังเห็นสัญญาณแรงงานย้ายถิ่นและเลิกจ้างลดลง เริ่มเห็นการเคลื่อนย้ายแรงงานกลับเข้าพื้นที่อุตสาหกรรมบ้างแล้ว แต่ยังต้องติดตามความเปราะบางต่อเนื่อง เพราะยังมีจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 39 เพิ่มขึ้น สะท้อนคนตกงานยังไม่สามารถเข้าทำงานในระบบ

นอกจากนี้ ในเดือน ต.ค.ยังเห็นทิศทางเงินบาทกลับมาแข็งค่า จากการที่ไทยเตรียมเปิดประเทศในวันที่ 1 พ.ย.นี้ โดยก่อนหน้านี้เงินบาทในเดือน ก.ย.อ่อนค่าเมื่อเทียบดอลลาร์สหรัฐฯ หลังจากผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐเพิ่มขึ้น ด้านเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน ก.ย.กลับมาเพิ่มขึ้นหลังจากสิ้นสุดมาตรการลดค่าไฟฟ้าและน้ำประปา และราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับขึ้นตามราคาน้ำมันดิบ โดยคาดเงินเฟ้อของปี 64 จะเข้าสู่กรอบล่าง 1%

น.ส.ชญาวดี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยในเดือนก.ย. 2564 ปรับดีขึ้นจากเดือนก่อน หลังมีการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด ส่งผลให้เครื่องชี้การบริโภคและการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้น ด้านการส่งออกสินค้าเพิ่มขึ้นบ้างตามเศรษฐกิจประเทศคู่ค้าที่ฟื้นตัว ทั้งนี้ อุปสงค์ทั้งในและต่างประเทศที่ฟื้นตัว ประกอบกับปัญหา supply disruption จากการปิดโรงงานในไทยที่คลี่คลายทำให้การผลิตภาคอุตสาหกรรมเพิ่มขึ้นในหลายหมวด ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจผ่านรายจ่ายประจำและเงินโอน สำหรับจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำ

สำหรับเครื่องชี้การบริโภคภาคเอกชนเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนในเกือบทุกหมวด จาก 1. การทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาด และการฉีดวัคซีนที่มีความคืบหน้ามากขึ้นทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจโดยรวม รายได้ครัวเรือน และความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเริ่มปรับดีขึ้น 2. ผลของอุปสงค์คงค้าง (pent-up demand) จากช่วงก่อนหน้า และ 3. มาตรการภาครัฐที่ยังช่วยพยุงกำลังซื้อของครัวเรือนอย่างต่อเนื่อง

คาดเศรษฐกิจไทยในปี 65 จะเข้าสู่โหมดของการฟื้นฟูภาคธุรกิจ โดยธปท.ได้มีสินเชื่อฟื้นฟูไว้รองรับธุรกิจที่ต้องการสภาพคล่อง และธปท.สนับสนุนปรับโครงสร้างหนี้ในช่วงที่เริ่มฟื้นฟูมากขึ้น จากคนมีภาระหนี้ในช่วงโควิด ก็ควรเบาตัว และเข้าสู่โหมดปรับโครงสร้างหนี้ ค่อยๆแบ่งเบาภาระหนี้ในอนาคต โดยเครื่องมือที่มีอยู่ยังช่วยเหลือได้ แต่ยังตอบไม่ได้ว่ามาตรการปัจจุบันเพียงพอหรือไม่ อาจต้องดูหลายมาตรการร่วมกัน

โดยการใช้จ่ายภาครัฐ ยังมีบทบาทสำคัญในการพยุงเศรษฐกิจ จากรายจ่ายประจำที่ขยายตัวต่อเนื่อง เมื่อเทียบกับระยะเดียวกันปีก่อน ตามรายจ่ายค่าตอบแทนบุคลากร และรายจ่ายเพื่อซื้อสินค้า และบริการ ขณะที่รายจ่ายลงทุนหดตัวจากผลของฐานสูง ที่มีการเร่งเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาลกลางในปีก่อน จำนวนนักท่องเที่ยวต่างประเทศลดลงจากเดือนก่อน และโดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดยังมีความไม่แน่นอน ขณะที่หลายประเทศยังมีมาตรการจำกัดการเดินทางระหว่างประเทศอยู่


ผู้ที่สนใจในการลงทุน วางแผน วิเคราะห์ พอร์ตหุ้น ตลาดหุ้น หรือข่าวสารเกี่ยวกับหุ้น และเทคนิคที่น่าสนใจในการลงทุน ติดตามข่าวสารได้ที่ www.setmarkettrade.com